Sunday, December 18, 2005

ตะลุย...แดนปลาดิบ(3)




Fujinoboukaen hotel เมืองคาวากูชิ

รถบัสมาจอดหน้าโรงแรม Fujinoboukaen hotel ซึ่งเป็นโรงแรมใหม่ เปิดได้เพียงเดือนกว่า โดยพี่ภาคินพึ่งมาฉลองครบรอบ 1 เดือนเมื่อไม่นาน แม้จะเป็นโรงแรมใหม่แต่พี่ภาคินการันตีว่า พักสบาย มีน้ำแร่บริการ อาหารบุฟเฟ่สุดคุ้ม มีปูอลาสก้าด้วย(จะกินให้หายเหี้ยนเลย)

ผมมองดูตึกโรงแรม ดีกว่าที่คิดไว้มาก นึกว่าโรงแรมตามป่าเขา คงจะซ่อมซ่อ ที่ไหนได้ มีน้ำตกเทียมอยู่ด้านหน้าด้วย หรูนี่นา

พนักงานโรงแรมขึ้นมาบนรถพูดกับพี่ภาคินพักใหญ่ โดยแปลให้เราฟังเป็นระยะ(พนักงานพยายามนำกุญแจมาให้และอธิบายถึงโรงแรมแบบคร่าวๆ) มีใจความว่า กุญแจจะเป็น room key card ก่อนออกจากห้องอย่าลืมหยิบcard ออกมาด้วยเพราะประตูจะถูกล๊อคโดยอัตโนมัติ ภายในห้องจะมีที่อาบน้ำส่วนตัว

หากใครอยากอาบน้ำแร่ สามารถมาอาบได้ในห้องน้ำรวม โดยในตอนนี้ ผู้ชายอาบที่ชั้น 3 ผู้หญิงอาบที่ชั้น 8 ส่วนในตอนเช้าผู้ชายอาบที่ชั้น 8 ผู้หญิงอาบที่ชั้น3(พิลึกมาก ไม่รู้จะสลับทำไม เกิดใครไม่รู้เข้าผิดไปทำอย่างไรล่ะ ฮ่าๆๆ ขำมากๆ)

ที่นี่มีลิพท์เพียง 2 ตัว ในตอนเช้าจะมีแขกใช้ลิพท์มาก จึงขอความกรุณาว่าหากใครมีกระเป๋าใบใหญ่ๆ ให้วางไว้หน้าห้องแล้วพนักงานจะเป็นผู้ขนลงมาให้(ไม่งั้นของจะเต็มลิพท์และไม่มีเนื้อที่เพียงพอสำหรับคนโดยสาร)

พี่ภาคินบอกว่าอุณหภูมิในตอนนี้ 2 องศาเซลเซียส และนัดหมายให้ทุกคนมาห้องอาหารเวลา1 ทุ่มครึ่ง ส่วนเรื่องพรุ่งนี้เช้า พี่ภาคินถือหลัก 6 7 8 คือ 6โมงเช้า morning call (ตื่นนอน) 7 โมงรับประทานอาหารเช้า 8 โมงออกเดินทาง พรุ่งนี้แกการันตีว่าหนาวแน่ หนาวกว่าวันนี้มากด้วยเพราะเราจะขึ้นไปบนภูเขาไฟฟูจิยามา ส่วนตอนเย็นเราจะไปไหว์พระที่วัดอาซากูซ่า ก่อนไปเดินทางไปช้อปปิ้งย่านชินชูกุ ฉะนั้นหากเราไม่ตรงต่อเวลาเวลาต่างๆก็จะลดน้อยลงไปด้วย


ห้องแสนสะดวกสบาย

พอผมลงจากรถ อากาศเย็นมากจริงๆ แต่ไม่ถึงขนาด 3-4 ชั่วโมงก่อน อาจเป็นไปได้ว่าไม่มีลมพัดมานั่นเอง(บรื๊อ!! หนาว)

หลังจากรับ Room key card เรียบร้อย เมื่อขนของขึ้นไปบนห้อง ภายในเป็นห้องสไตล์ญี่ปุ่นแท้ เนื้อที่ไม่กว้างมากแต่ใช้ฉากเปิดเข้า-ออก ทำให้สามารถแยกได้เป็นหลายๆห้อง แยกเป็นห้องนอน ห้องดูทีวี ห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ(ส้วม) ปูเสื่อไว้อย่างเป็นระเบียบ ไม่มีเตียงนอนแต่มีฟูกปูไว้ มีทีวีจอ LCD ด้วย(ต่างจังหวัดครับต่างจังหวัด มันยอดมากเลย) ยังมีโต๊ะเก้าอี้นั่งแบบญี่ปุ่น นึกถึงบรรยากาศแบบญี่ปุ่น ที่พ่อ แม่ลูกนั่งทานข้าวด้วยกัน

สิ่งที่พี่ชายผมทำเป็นอันดับแรก คือ เปิดฮีทเตอร์ ส่วนผมสิ่งที่ทำอันดับแรก คือ เปิดทีวี ซึ่งก็มี 5 -6 ช่อง โฆษณาที่มาบ่อยมาก คือ โทรศัพท์มือถือ Docomo ,โฆษณารถยนต์ เป็นต้น มีช่องพิเศษ คือช่องภาพยนต์ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ไทย กับช่องหนังโป๊(เห็นภาพแล้วแปลกใจเล็กน้อยว่า ในโรงแรมมีฉายด้วยเหรอ) มีคำบรรยายว่า please insert card เดาว่าคงต้องซื้อ card ถึงจะดูได้ ส่วนพวกจะดูฟรี ไม่มีทางครับ เพราะไม่นานภาพก็เป็นจอสีฟ้า(ให้ดูเป็นออเดิรฟ) แสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองเขาเปิดกว้างกว่าบ้านเรามาก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดา หากเป็นสังคมไทยคงเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม( ว้า อดเลย)

ผมเลือกที่จะอาบน้ำในห้อง มีสบู่เหลวและแชมพูให้ใช้หรูหรามาก(ยี่ห้อ shishedo หอมดีครับ )แม้เป็น โรงแรมตามป่าเขาแต่กลับมีสิ่งอำนวยความสะดวกดีจริงๆ

ส่วนชักโครกปรับอุณหภูมิ ผมลองใช้ดูแล้ว ดีมาก สนับสนุนให้เมืองไทยมี ถ้าอากาศหนาวมากๆ แต่ตอนล้างก้นนี่ซิ ไม่มีที่ฉีดน้ำ แต่เป็นปุ่มกดอัตโนมัติ แล้วมีน้ำฉีดขึ้นมาทำความสะอาดให้ ผมไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะเราไม่ได้ขี้เกียจขนาดนั้น ลักษณะมี 3 ปุ่ม พอจะเดาได้จากรูปที่แสดง เช่น ปุ่มstop ,ปุ่มรูปน้ำกำลังฉีดแล้วมีก้น(ล้างก้น),ปุ่มที่มีรูปผู้หญิงนั่งแล้วมีน้ำฉีดมา(ไว้ล้างของสงวนของฝ่ายหญิง เรียกว่า บีเด้ ) ตอนแรกผมไม่ได้สังเกต กดลองไปแล้วทุกปุ่ม โดยให้ความรู้สึกเหมือนๆกันนั่นแหละ (อันสุดท้ายนี่ รู้สึกว่าจะร้อนๆนิดนึง)

ออกมาคุณพ่อ คุณแม่และพี่ชายสวมชุดยูคาตะเรียบร้อยแล้ว ผมลองใส่บ้าง โดยชุดนี้เวลาสวมต้องมีเชือกผูกที่เอวกันหลุด และยังมีเสื้อคลุมสีฟ้าทับอีกครั้งนึงด้วย (เนื่องจากสายรัดมีสีน้ำเงินสำหรับผู้ชาย สีเขียวแก่สำหรับผู้หญิง)ในห้องมีแค่ 2 เส้น พี่ชายผมชิงหยิบสีน้ำเงินไปแล้ว ผมจึงหยิบสายสีเขียวแก่ ที่เหลือเพียงเส้นเดียวไปใช้แทน ส่วนรองเท้าก็เป็นรองเท้าแตะแบบญี่ปุ่น แต่มีแต่คู่เล็กๆ ทั้งนั้นเลย(ก็ต้องใส่ล่ะ)

ข้างๆลิพท์ มีตู้ประหลาดตั้งอยู่ เขียนว่า 1000 เยน(ประมาณ 300 บาท) ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร


กินให้หายเหี้ยน เอาให้คุ้ม!!!

ผมเห็นอาหารบุฟเฟ่อยู่ด้านหน้า มีมากมายเหลือเกิน ที่สะดุดตา คือ ปูอลาสกาขนาดใหญ่แบบเต็มตัว(ของจริง) ลำตัวมีสีแดง มาวางโชว์ให้ดู ส่วนจานข้างๆ คือก้ามปูอลาสกา ที่เขาแกะออกมาแล้ว หน้าที่ของคนกิน คือ ตักใส่จานแล้วนำไปแกะอีกครั้งหนึ่ง

การกินปูอลาสกา เนื่องจากเปลือกแข็งมาก การได้กรรไกรมาช่วยจึงช่วยทำให้การกินเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น โดยพี่ชายผมสอนให้ตัดหัวและท้าย ใช้ช้อนสำหรับคว้านหรือตะเกียบก็ได้ แทงออกมา ก็จะได้กินเนื้อปูหวานๆ อร่อย

ส่วนอาหารอื่นๆ มีปลาดิบ เนื้อแพะ เนื้อวัว บะหมี่ผัด ข้าวผัด ปลาซาบะ ปลาอินทรี เป็นต้น ผมกินอย่างเอร็ดอร่อย เนื้อปูที่หวาน กับปลาดิบจิ้มซอสญี่ปุ่น นอกจากนั้นของหวานยังมี โมจิในถั่วแดง(ตอนแรกผมยืนดูตั้งนาน ว่ามันคืออะไร โชคดีพี่ภาคินอยู่ใกล้ๆจึงสอบถามพนักงานสาวชาวญี่ปุ่นให้) เค๊ก ลูกพลับ แตงไทย(2 รายการนี้เป็นผลไม้ที่อร่อยมาก หวาน กินแล้วสดชื่น) ส่วนน้ำดื่มผมชอบมาก คือ น้ำแอ๊ปเปิ๊ล

ผมเดินกลับไป-มา เติมของหลายๆรอบ(น่าจะเกิน 10 ครั้ง) จนโต๊ะข้างๆมองแล้วยิ้ม ผมก็ยิ้มตอบ ซึ่งคนหน้าด้านอย่างข้าพเจ้าไม่อายหรอก เสียตังค์แล้ว เอาให้คุ้ม คงอีกนานกว่าจะได้กลับมากินอีก ฮ่าๆๆๆ


การช่วยเหลือของพนักงาน front

กินเสร็จแล้ว มาถ่ายรูปชุดยูคาตะสวยๆกัน ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะขึ้นไปพักผ่อน ส่วนผมและพี่ชายเดินลงมาชั้นล่างเพื่อย่อยอาหารและถ่ายรูปต่อ มีทั้งดอกไม้สวยๆ ภาพวาดติดผนัง ชุดทำศึกญี่ปุ่นโบราณ เป็นต้น เดินออกไปด้านนอกถ่ายด้านหน้าโรงแรม ผมยังเล่นกับลมหายใจ หาควันเช่นเคย

จากนั้นขนอุปกรณ์ของกล้องดิจิตอล สาย usb ,card reader ,ตัวเก็บข้อมูล และแผ่นโปรแกรม มาที่เครื่องคอมของโรงแรมเพื่อโหลดรูปจากกล้อง จะได้มีพื้นที่ว่างถ่ายอีกมากๆ

ที่นี่อัตราอินเตอร์เน็ตตก 10 นาที 100เยน(10นาที 30 บาท) ลองดูแล้วก็ยังไม่ได้ เลยต้องสอบถามพนักงานชายหน้า front ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีว่า ตามสถานที่แบบนี้ พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน ซึ่งเขาก็ยินดีช่วยเหลือ

เมื่อทำไม่ได้เช่นกัน เขาจึงเรียกพนักงานอีกคนขึ้นมาช่วย โดยพนักงานคนนี้เป็นสาวหน้าตาน่ารัก รูปร่างจะอวบๆ มากดดูซักพัก เธอบอกว่าคอมข้างนอกใช้เล่นอินเตอร์เน็ตได้อย่างเดียว เธอช่วยเหลือเราโดยการให้เข้าไปใช้คอมในห้องทำงานที่อยู่ข้างหลัง front ได้(เยี่ยมมาก)

เมื่อลองดูแล้ว ยังใช้ไม่ได้อีก ผมและพี่ชายจึงขอบคุณในการช่วยเหลือของเธอ

พี่ชายผมลงไปอาบน้ำแร่ที่ชั้น 3 ส่วนผมทิ้งโอกาสอาบน้ำสไตล์ญี่ปุ่นไปเพราะขี้เกียจอาบอีกครั้งแล้ว เลยมาต่อโทรศัพท์หาพี่ชายคนโตเพื่อนัดหมายสถานที่พบกันในวันรุ่งขึ้น กว่าจะโทรติดได้ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรเพราะการโทรจากเมืองไทย พอมาที่นี่ หลายตัวเลขต้องตัดออก หลายตัวเลขต้องเพิ่มขึ้นมา

สุดท้าย ได้รับการช่วยเหลือจากพนักงาน front ชายคนหนึ่ง ขึ้นมาต่อโทรศัพท์ให้ที่ห้อง จึงสามารถติดต่อได้ โดยผมได้ทิ้งเบอร์ของคุณภาคินไว้ให้พี่ชายคนโตด้วย เพื่อความสะดวกในการติดต่อ

พี่ชายคนกลางบอกว่า อาบน้ำแร่มาสบายตัว ขัดซะขี้ไคลหลุดเพียบ ซึ่งพี่ชายผมเป็นคนเดียวที่ได้ลองอาบน้ำแบบญี่ปุ่น

คืนนี้ แม้ผมยังอิ่ม แต่ต้องพยายามนอนให้หลับ เพราะต้องตื่น 6 โมงเช้า แม้เวลาในปัจจุบัน ที่เมืองไทย ผมยังนั่งเล่นอยู่ก็ตาม


2 พฤศจิกายน 2548

เสียงนาฬิกาดังในยามเช้า เวลา 6 โมง เป็นสัญญาณว่าให้ตื่นได้แล้ว ผมอาบน้ำจัดกระเป๋าเสร็จภายในเวลาไม่นาน ก่อนตรวจดูความเรียบร้อย แน่ใจว่าไม่ได้ลืมอะไรทิ้งไว้ ก่อนออกไปก็ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปห้องเก็บไว้ด้วย

เราเอากระเป๋าหนักๆ ไว้หน้าห้องตามกติกา ผมเห็นพนักงานสาวชาวญี่ปุ่น ที่front เมื่อวานเดินผ่านไปที่บันไดหนีไฟ คิดๆว่าเธอตื่นเช้าจัง แต่จริงๆ เธอยังไม่ได้นอนต่างหากเพราะเมื่อคืนเป็นเวรของเธอ(ออก 8 โมงเช้า)

วันนี้ผมใส่เสื้อโค๊ดสีดำหนากว่าเดิม ได้มาจากคุณพ่อเพราะแบกมาให้พี่ชายคนโตที่นี่ ผมจึงขอใส่ก่อนล่ะ ไม่ต้องยัดใส่กระเป๋าด้วย

ผมเดินออกไปที่บันไดหนีไฟ ไม่ใช่ว่าจะไปดูสาวญี่ปุ่นคนนั้น(ก็ไม่แน่นะ) แต่จะออกไปท้าบรรยากาศและชมทัศนียภาพ ลมเย็นๆพัดมา แต่ผมสบายขึ้นเยอะเพราะมีเกราะป้องกันอย่างดีเยี่ยม(สวมเสื้อ 3 ชั้นเหมือนเคย)

กลับเข้ามาภายในอาคาร ผมเดินเข้ามาในห้องคุณพ่อคุณแม่ที่ยังจัดของยังไม่เสร็จ พี่ชายคนกลางบอกว่า ลองชะโงกหน้าออกไปด้านซ้ายมือซิ จะเห็นภูเขาไฟฟูจิ

ผมชะโงกออกไป เห็นภูเขาไฟฟูจิจริงๆครับ แม้ไม่กี่วินาทีเพราะต้องเอาตัวกลับเข้ามาในอาคาร สวยงามมากครับ ก่อนที่จะช่วยคุณพ่อคุณแม่ยกกระเป๋าออกไป เพื่อลงไปร้านอาหาร รับประทานอาหารเช้า

ที่ลิพท์ คนที่มาทัวร์เดียวกับเรา มีน้ำใจบอกผมให้ไปดูที่ห้องเขาเพราะสามารถเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน ผมได้แต่ขอบคุณเพราะของที่เต็มมือและจะต้องรีบทำเวลาซะด้วย



ภูเขาไฟฟูจิยามาอยู่ตรงข้ามผม!!!

ที่ร้านอาหารจะเป็นกระจกใส เห็นภูเขาไฟฟูจิชัดเจน เรียกว่านั่งทานข้าวพร้อมกับชมทัศนียภาพไปด้วย ผมจำได้ว่า ก่อนผมมาไม่นานพี่ชายคนโตส่งรูปภูเขาไฟฟูจิมาให้ดู แต่ไม่สวยงามเท่านี้เพราะในรูปหมอกลงเต็มไปหมด ส่วนข้างหน้าผมในตอนนี้ ไม่มีแม้แต่หมอกหรือเมฆมาบดบัง ที่ยอดเขามองเห็นหิมะอย่างชัดเจน แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ของผมซึ่งเคยไปเที่ยวที่ภูเขาไฟฟูจิแล้ว ครั้งมาเที่ยวญี่ปุ่น ยังไม่เคยเห็นชัดขนาดนี้มาก่อนเลย(ต้องมาให้ถูกที่ ถูกเวลาด้วยครับ)

อาหารเช้าในวันนี้ ผมยังเทใจให้ปลาซาบะ(อร่อยจริงๆ ที่เมืองไทย ไม่ติดฝุ่น) แกงจืดหมูสับกับผัก(มีผักพันหมูสับไว้อีกทีหนึ่ง) ซุบเต้าเจี้ยว ไส้กรอก แฮม ขนมปัง และน้ำแอ๊ปเปิ้ล

ด้านนอกมีนอกชานยื่นออกไปเล็กน้อย มีคนออกไปถ่ายรูปกับภูเขาไฟฟูจิ รวมทั้งคุณพ่อ คุณแม่และพี่ชาย(คุณพ่อจะรีบไปเข้าห้องน้ำ) ในขณะที่ผมรีบยัดอาหารเช้าให้หมด

แม้ผมจะไม่ได้ไปถ่ายนอกชานตรงนี้ แต่ได้ถ่ายในสถานที่ที่สวยกว่า เพราะมีประตูเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า เมื่อเดินขึ้นไปเห็นภูเขาไฟฟูจิชัดเจนมากครับ แม้จะมีลมหนาวพัดมาตลอดแต่ผมก็ไม่กลัวแล้ว ฮ่าๆๆ

นอกจากชั้นนี้ยังสามารถเดินขึ้นไปได้อีกชั้น ผม พี่ชายคนกลางและคุณแม่จึงไม่พลาดที่จะเดินขึ้นไปถ่ายรูปเช่นกัน

ก่อนลงไปด้านล่าง คุณพ่อเดินสวนขึ้นมาพอดี เราจึงเดินขึ้นไปด้านบนอีกครั้งเพื่อถ่ายรูป

เมื่อได้เวลา เราจึงลงไปด้านล่างเพื่อ Check-out และเตรียมตัวออกเดินทาง

พนักสาวญี่ปุ่นหน้า Front คนนั้น ยังทำหน้าที่ตรวจดูกุญแจ คนที่มาคืนอยู่ หลังจากคืนกุญแจแล้ว ผมยังมองความน่ารักของเธอ(มั่นใจว่าคนญี่ปุ่นคงมองหน้าตาธรรมดา แต่อย่างที่บอก เราคนไทยมองคนญี่ปุ่นหน้าตาก็คล้ายๆกันไปหมดครับ) จนกระทั่งออกมาสู่ด้านนอก

ด้านนอกมีน้ำตกจำลองขนาดใหญ่ มีปลาคาฟล์ ว่ายอยู่ด้านล่าง ผมถ่ายรูปคุณพ่อคุณแม่และบรรยากาศรอบๆโรงแรม ก่อนจะออกเดินทางต่อไป


ออกเดินทางสู่ภูเขาไฟฟูจิ

รถบัสค่อยๆแล่นออกจากโรงแรม Fujinoboukaen พี่ภาคินบอก คำว่า ฟูจิโนบูคาเอน แปลว่าบริเวณที่ล้อมรอบด้วยสวน รวมแล้วก็แปลว่าโรงแรมที่ล้อมรอบไปด้วยสวน ผมว่าโรงแรมนี้จะมีชื่อเสียงมากแน่ๆ ในอนาคตแม้จะเพิ่งเปิดก็ตาม เพราะสภาพโรงแรม การบริการ จุดขายเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิชัดเจน แค่นี้ก็เยี่ยมมากๆแล้วครับ

หากไม่มีบริษัททัวร์ เรามากันเองคงยากที่จะมาพักโรงแรมนี้ได้ นอกจากอุปสรรคด้านภาษาแล้ว บริษัททัวร์จะมี contact กับทางโรงแรม ซึ่งจะได้ราคาถูกกว่าที่จะมาเอง (ที่นี่พัก 1 คืน จะรวมอาคารค่ำและอาหารเช้าด้วย)

โดยพี่ภาคินบอกว่า จากที่นี่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ก็จะถึงภูเขาไฟฟูจิ ระหว่างนี้ก็หยิบของต่างๆ ในรายการที่เสนอ เมื่อวานนี้ มาให้ลองชิมกัน ไม่ว่าจะเป็นปลาเส้นญี่ปุ่น ช็อคโกแล็ดเมลอน ถั่วพิซซาซิโอ เป็นต้น



ผมเห็นหิมะครั้งแรกในชีวิต!!

รถบัสของเรามาถึงที่ Fuji Subaru Line ซึ่งเป็นประตูในการขึ้นภูเขาไฟฟูจิ แต่เนื่องจากเปิดเวลา 9 โมงเช้า เรามาก่อนเวลาจึงต้องรอซักพัก

ช่วงนี้ผมลงไปข้างล่างกับพี่ชายเพื่อเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำตรงนี้ สกปรกมาก ใช้โถส้วมแบบนั่งยองๆถึงแม้จะมีคราบที่ไม่พึงประสงค์ก็ตาม แต่ห้องน้ำแบบนี้แหละเป็นที่ภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่นมาก(ที่ผนังใกล้โถส้วมมีเขียนว่า Japanese style)

เมื่อใกล้เวลารถออก มีรถจากบริษัทต่างๆขึ้นมาเรื่อยๆ และแซงเราไปเฉยเลยเพราะเราจอดข้างๆ ประตูไม่ได้จอดหน้าประตูนั่นเอง รอบๆทางผมเห็นหิมะครั้งแรกในชีวิต รู้สึกตื่นเต้นมากๆ

เมื่อรถขึ้นมาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงชั้น 5 อันเป็นชั้นสูงสุดที่เขาอนุญาติให้รถขึ้นได้ ส่วนชั้นต่อไป ต้องเดินขึ้น(แต่ในตอนนี้มีการก่อสร้างจึงอนุญาติให้ขึ้นได้ถึงในชั้นนี้เท่านั้น) คุณภาคินนัดหมายเวลาให้มาเจอกันที่รถ ชี้ไปทางด้านหน้าว่า นอกจากชมวิวภูเขาไฟฟูจิแบบใกล้ๆแล้ว จะมีศาลเจ้า(โกริอิ) ให้เดินขึ้นไปสักการะด้วย

เมื่อลงจากรถ อากาศหนาวมากๆ หนาวที่สุดตั้งแต่เคยเจอมา ผมหยิบหมวกฮิป ฮอบ แบบที่ปิดหูได้มาใส่ทันที มีคนญี่ปุ่นแจกคูปองให้คนละ 1 ใบ คุณภาคินบอกว่าสามารถนำไปแลกกระดิ่งได้ที่ร้านของเขา(เป็นวิธีดึงลูกค้าเข้าร้านนั่นเอง)

ในร้านขายของที่ระลึก มีของขายมากมาย มีที่ผิงไฟสำหรับคนต้องการความอบอุ่น ด้านหน้าของผมที่คนต่อคิวยาวเหยียดนั้น คือเครื่องทำเหรียญที่ระลึก สามารถสลักชื่อตัวเองได้ด้วย

ผมและครอบครัวไม่ได้สนใจตรงนี้มากนัก เนื่องจากเวลาที่ไม่มาก จึงเลือกที่จะเดินขึ้นไปบนศาลเจ้า ผมนำหิมะมาวางไว้บนฝ่ามือและถ่ายรูปไว้ เหมือนก้อนหิมะบนช่องฟรีสนี่เอง แต่มีสีขาวชัดเจน

ด้วยอากาศที่เย็นจัด ฝ่ามือของผมมีสีแดง มือชาไปหมด โชคดีคุณแม่มีถุงมือสำรอง ผมเลยหยิบมาใส่ แต่ก็ใส่เพียงข้างเดียวเพราะอีกข้างผมจะต้องใช้ถ่ายรูป จึงไม่ค่อยสะดวกนัก(ใช้ล้วงกระเป๋าแทนการใส่ถุงมือ)

ที่ศาลเจ้ามีพระพุทธรูปแบบญี่ปุ่นให้สักการะ เดินต่อไป จะมีบันไดขึ้นไปถ่ายรูปภูเขาไฟฟูจิแบบใกล้ๆด้วย แต่มุมอาจไม่เต็มเท่าที่ถ่ายที่โรงแรม ทั้งนี้เพราะ การจะเห็นแบบเต็มๆ ถ่ายระยะไกลจะได้ประสิทธิภาพมากกว่าครับ ส่วนการถ่ายที่นี่ ได้บรรยากาศใกล้ชิดกว่า

เดินลงมาด้านล่าง ผมมาถ่ายรูปกับพี่ชายอีก ลมพัดมาเรื่อยๆ เบาบ้างแรงบ้าง เชื่อหรือไม่ว่า นอกจากใบหน้าที่ชาเพราะความเย็นแล้ว ยังมีน้ำมูกไหลออกมาด้วย ผมเอามือออกจากที่ล้วงกระเป๋าเพื่อถ่ายรูป ไม่เกิน 10 วินาที จะต้องเอากลับเข้าไปซุกอีก เพราะเย็นจนชาไปหมดครับ(บางทีลมมาแรงๆก็ต้องมาหลบมุมตึกก็มี)

หากไม่เห็นภาษาญี่ปุ่น หลายๆคนอาจคิดว่าผมมาเที่ยวยุโรปแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว บรรยากาศที่มีหิมะรอบด้าน

ผมเดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อเข้าห้องน้ำอีกครั้ง บางคนยังทำเหรียญยังไม่เสร็จเลย ผมคิดในใจว่าดีแล้วที่ไม่ได้ต่อคิว ไม่งั้นคงเสียเวลาไปมาก

ก่อนขึ้นรถบัส คุณน้าที่นั่งกระเช้ากับเราเมื่อวานนี้ ใจดีมาก เป็นตากล้องถ่ายรูปให้ ผม คุณพ่อคุณแม่และพี่ชายคนกลางด้วย

เมื่อขึ้นมาบนรถ ผมจึงทราบจากพี่ภาคินว่า อุณหภูมิที่นี่ -3องศาเซลเซียส(ที่ร้านขายของที่ระลึกมีที่วัดอุณหภูมิ) นับว่าเป็นอุณหภูมิที่หนาวที่สุด เท่าที่ผมเคยเจอมาเลยครับ

พี่ภาคินบอกว่า ประมาณเดือนหนึ่ง(มกราคม) หิมะจะปกคลุมที่นี่จนขาวโพลนไปหมด รถจะขึ้นมาไม่ได้ ต้องเดินเท้าขึ้นมาเท่านั้น ผมนึกภาพตามโดยสังเกตจากต้นไม้เปลี่ยนสีที่ใบร่วงลงจากต้นหมดแล้ว คงเป็นภาพที่สวยงาม อากาศคงหนาวกว่านี้อีกแน่นอน

5 Comments:

At 4:01 PM, December 18, 2005, Anonymous Anonymous said...

ตามมาอ่านเรื่อยๆค่ะ......
หนุกหนานดีจังเนอะ....มีเวลาก็รีบๆเที่ยวซะ
เดี๋ยวอีกหน่อยงานมากมายวุ่นวายหัวหมุน...ติ้ว ติ้ว ติ้ว....(แบบPouletไง :((( ) ก็จะได้แต่ทำตาปริบ ปริบ...เวลาตามมาอ่านเรื่องคนได้ไปเที่ยวไกลๆไงล่ะ

 
At 7:11 PM, December 18, 2005, Blogger Kidsya..(>~<) said...

ท่าทางจะสนใจ สาวญี่ปุ่นซะแล้ว เขียนถึงแทบทุกตอนเลยน้า ^__^
เห็นภาพแรกก็รู้ได้ทันทีว่า หนาวมากกก มือแดงเชียว หนุกหนาน นะเนี่ย เคยได้ยิยว่าเวลาอาบน้ำแร่ ที่นั่นแบบโบราณ ส่วนมากเค้าจะไม่ใส่อะไรเลยใช่ปะ( ติดเรทนิดนึงนะ)

 
At 8:55 PM, December 19, 2005, Blogger kasab71 said...

ฮ่าๆๆ ยินดีครับ ทำให้คนอื่นอิจฉา แสดงว่า เราเล่าเรื่อง รู้เรื่องล่ะ

น้ำแร่เหรอครับ ไม่ใส่อะไรเลยครับ อาบแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

ว่าแต่อยากลองอาบดูไหมครับ ฮ่าๆๆ

 
At 9:43 PM, December 19, 2005, Blogger Kidsya..(>~<) said...

เหอ เหอ !!!! ไม่เป็นไร แต่ก็ไม่น่าจะมีอะไรเพราะมีแต่ผู้หญิง เค้าแยกห้องกันนี่^o^.....

 
At 9:46 PM, December 19, 2005, Blogger kasab71 said...

ใช่แล้ว แยกห้องกัน ขืนไม่แยกซิ
........

 

Post a Comment

<< Home