Sunday, February 12, 2012

Singapore...This is my occasion(9)




เดินเท้าสำรวจเมืองสิงคโปร์!





กินข้าวมันไก่อิ่มแล้ว ได้เวลาเดินขยับขยาย ย่อยอาหารซะหน่อย ในซอยนี้มีร้านอาหารไทยอยู่หลายร้านครับ หนึ่งในนั้นก็ชื่อว่า “Jai Thai” ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1999 เห็นภาพอาหารหน้าร้าน ก็คิดถึงอาหารไทยขึ้นมาทันที(ขนาดจากมาไม่กี่วันเองนะ 555) แสดงว่า ธุรกิจอาหารไทยไปได้ดี ทั่วโลกจริงๆ



ผ่านหัวมุมก็มาเจอ Raffles Hotel(ที่บอกว่าราชา Superstar เพลง Pop เคยมาพักนั่นแหละ) ดูจากภายนอก ยังดูไม่ออกเลยครับว่าจะหรูหราขนาดไหน (ทรงตึกมันดูคล้ายๆตะวันตกนะ)



ตึกสูงเยอะไปหมด สมกับเป็นเมืองแห่งธุรกิจ เดินข้ามถนน ต่อด้วยการก้าวย่างไปบนทางเท้า สังเกตได้ว่าเส้นทางค่อนข้างสะอาดมาก แผงลอยขายของไม่มี ขยะก็ไม่มี



ด้านหน้าเป็นตึก Raffles City เดินเข้าไปตากแอร์ด้านในดีกว่า ที่นี่เป็นห้างสรรพสินค้าครับ



เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วเดินต่อ ออกมาเจอสถานีรถใต้ดิน สถานี City Hall เผื่อใครจะนั่งมาแถวนี้นะ



หน้าตาถังขยะ ตรงจุดนี้เป็นแบบ Recycling Bins แยกกระดาษ ขวดแก้ว พลาสติค และกระป๋อง มี Hotline สายด่วนให้ติดต่อด้วยนะ(ห้ามใส่อาหารและของเหลวลงไปนะครับ)



S.E.X. in the City ไม่ใช่ชื่อหนังนะ แต่เป็นร้านขายอุปกรณ์ทางเพศนั่นแหละ ทำสีได้เด่นมาก ถ่ายรูปเก็บไว้ดูเฉยๆ สำหรับบ้านเรายังไม่ได้เปิดกว้างขนาดนี้ครับ



ที่นี่ Peninsula Plaza Shopping Center เดินเข้าไปดู มีร้านขายกล้อง ทั้ง Canon และ Olympus ดูแล้วน้ำลายไหล สวยๆทั้งนั้น แต่ไม่มีตังค์ซื้อหรอก เก็บเงินไว้ไปดำน้ำเหมือนเดิมแหละ(อีก 2 เดือนเองน่ะ 555)



รถไม่ค่อยติดเท่าไร สงสัยยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน อันนี้น่าจะเป็นธนาคารครับ แบบว่าไม่เคยเห็นเลยถ่ายรูปมาดู ยี่ห้อ “POSB” มีเครื่องหมายบริการเป็นรูป ลูกกุญแจ ด้านในมีตู้เอทีเอ็มด้วยล่ะ



ใกล้ๆก็มี “Funan Digital Life Mall” ฟังชื่อก็พอจะเดาได้นะครับ เป็นสถานที่ขายอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหลาย



ระหว่างรอพี่ชายทำธุระ สำรวจดูดีกว่า ตรงนี้มีอะไรบ้าง เริ่มจากหัวมุมนี้ เป็นถนนที่ชื่อว่า “North Bridge Road”



เดินเลี้ยวซ้ายก็มี Counter ของ Air Asia มีไปเมืองไทย ด้วยนะ (ลง หาดใหญ่ ด้วย)



ร้านของทอดที่มีชื่อเสียงอย่าง “ Old Chang Kee” ที่เคยเห็นจากในเว็บ ก็อยู่ตรงหัวมุมนี่ด้วย



เรามาดูราคาสินค้ากันดีกว่า สำหรับใครอยากจะดื่มน้ำอัดลมใน 7 –eleven โค๊ก(ขวดพลาสติค)ราคา 1.60 เหรียญสิงคโปร์(พี่ชายคนโตบอกให้เข้าไปดูครับ)



ถ้าเป็นกระป๋อง ยิ่งถูกกว่าเดิม(ตู้กดน้ำอัตโนมัติ) ทั้งโค๊กและเซเว่นอัพ ราคา 1.10 เหรียญสิงคโปร์ เท่านั้น!!!



เข้ามาเดินเล่นที่ห้าง Funan ดีกว่า บรรยากาศคล้ายๆพันธ์ทิพย์ พลาซ่า หรือไม่ก็ Forjune ที่บ้านเรา นั่งกินน้ำและขนมที่ร้าน “Jollibean” รสชาดแปลกๆ พิกล ก็ทำมาจากถั่วเหลืองไง ทำเป็นไม่คุ้น 555



จากนั้นเดินออกมาที่ป้ายรถเมล์ พี่มุก กางแผนที่ออก พี่เก่ง พี่ณัฐ ช่วยดูเส้นทาง เราจะพาพ่อไปไหว้พระที่วัด ย่าน China Town ครับ (พูดถึง เราไปเที่ยวกันมาก็หลายที่ ซึ่งดูแล้วพ่อก็คงมีความสุขมากๆ ถ้าทริปนี้ได้ไปวัดและขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เกิดสิริมงคล) สำหรับผม แน่นอนว่า อยากจะไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุณแม่ด้วย)



โหนรถเมล์ไป China Town กัน!!


แค่ดูป้ายรถเมล์ก็มึนแล้วครับ มีตั้งหลายเลข แล้วจะไปสายไหนดีล่ะ แต่ว่ารถเมล์ที่ผ่านมา นอกจากภาษาจีนก็จะมีภาษาอังกฤษด้วยนะ มาประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษด้วย ก็ดีแบบนี้แหละ



จริงๆจะนั่ง Taxi ก็ได้ แต่บัตร Easy Link มันใช้กับรถเมล์ได้ด้วยนะ อุตส่าห์ซื้อมาแล้ว ก็ควรใช้ให้คุ้ม ขึ้นประตูหน้า แล้วแตะบัตร ก่อนลงก็แตะอีกครั้ง(ประตูกลาง) แค่นี้ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องมีกระเป๋ารถเมล์เลย(บ้านเรา ถ้ามีแบบนี้ก็คงดี แถมคนขับก็ไม่ได้ขับซิ่ง ตีนผีแบบบ้านเราด้วย)

พ่อนั่งข้างๆหญิงชาวสิงคโปร์ อายุไม่น่าต่างกันมากนัก เห็นฟุดฟิดฟอไฟ ภาษาอังกฤษ ด้วย ฟังจับใจความได้ว่า มาเที่ยว แล้วนี่ก็ลูกชาย ลูกสะใภ้ หลานชาย ส่วนภริยาก็ ..... นั่นแหละครับ แล้วก็เล่าไปเรื่อยว่า คนนั้นคนนี้เป็นยังไง พ่อก็พูดตามสไตล์ของแก จะได้ไม่เหงาด้วย

แม้ผมยังไม่ได้มีโอกาสได้เป็นพ่อคน แต่ก็รู้ได้ว่า ความเป็นพ่อและแม่นั้น สิ่งที่ภาคภูมิใจ ก็คือ ลูกๆทุกคนเป็นคนดี ดังเช่นที่ผมเห็นเสมอ เวลาพ่อกับแม่ เล่าให้เพื่อนๆฟัง เกี่ยวกับลูกของตน

รถเมล์ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ พี่มุกชี้ให้ดูว่า ตรงนั้น คือ Clark Quay เป็นจุดท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ มีร้านอาหารอยู่หลายร้านเลยล่ะ

จากนั้นไม่นาน เราก็มาถึง China Town แล้วครับ



China Town at Singapore!!




ตึกอะไรหว่า อยู่ตรงข้ามถนน สีเขียวสลับเหลือง เขียนว่า Five Star Tours ดูแล้วน่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ส่วนตึกด้านบน สังเกตจากห้องเล็กๆ มีผ้าตากหน้าห้อง มีคอมเพรสเซอร์แอร์ ก็น่าจะเป็นแฟลตหรือคอนโด ที่อยู่อาศัยครับ จะว่าไป มาสิงคโปร์ไม่ค่อยเห็นที่พักที่เป็นบ้านเดี่ยวๆ แบบบ้านเราเลยนะ



เดินไปเรื่อยๆ พ่อแวะร้านยาจีนครับ เห็นว่าเพื่อนร่วมงานฝากซื้อ แล้วที่นี่ก็ขายไม่แพงซะด้วย

นั่น Temple Street แสดงว่าใกล้มาถึงล่ะ วัดแรกที่จะไปเป็นวัดฮินดู(ก็วัดแขกนั่นแหละ) ชื่อจะค่อนข้างยาวหน่อย ระหว่างทาง ผ่านร้านอาหาร ร้านของทอด Old Yang Kee ร้านขายของริมทางและผ้าสีแดง กับโคมไฟ เป็นสัญลักษณ์ที่เรามักคุ้นตาในย่านคนจีน



Sri Mariamman Temple




ถึงแล้วครับ บนกำแพงด้านบน จะมีวัวอยู่ด้วย สถาปัตยกรรมและลวดลายนั้นสวยงามมาก แต่หากเข้าไปด้านในแล้ว เขาห้ามถ่ายรูปนะครับ ใครอยากถ่ายก็ต้องจ่ายเงินเป็นค่าบำรุงวัดเล็กๆน้อยๆ



วัดศรีมารีอัมมันนี้เป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ด้วยนะ เราเข้าไปภายในวัด ก่อนจะอธิษฐานขอพร เดินรอบๆ มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะดีครับ บ้างก็ว่าคล้ายๆวัดแขกสีลม(ที่บ้านเรา) บังเอิญว่า ผมก็ไม่เคยไปวัดแขกสีลม เลยไม่แน่ใจว่าจะคล้ายกันมากน้อยแค่ไหน

ออกมาด้านนอก เจอเด็กนักเรียนเดินผ่าน มีทั้งผิวดำ ผิวเหลือง ผิวขาว สมกับเป็นเมืองที่ผสมผสาน หลายวัฒนธรรม หลากหลายเชื้อชาติจริงๆ

จากวัดศรีมารีอัมมัน เป้าหมายต่อไป คือ วัดพระเขี้ยวแก้ว หรือ Buddha Tooth Relic Temple เราเดินผ่าน Smith Street ไม่นานนักก็ถึงแล้ว

แต่ก่อนถึง มีร้านขายพวงกุญแจครับ ราคาถูกด้วย ขอซื้อติดไม้ติดมือไปฝากคนที่เมืองไทยก่อน



Buddha Tooth Relic Temple




วัดนี้เป็นที่เคารพสักการะจากชาวสิงคโปร์ที่นับถือศาสนาพุทธ ภายในสวยงามมาก ด้านในมีเจ้าแม่กวนอิม คุณแม่ผม ท่านนับถือเจ้าแม่กวนอิมอยู่แล้ว ดีจังได้พาแม่มาที่นี่



มีพระประจำปีเกิดด้วยครับ น่าสนใจไม่น้อยเลย ผมเดินถ่ายรูปรอบๆ มีมุมถ่ายรูปค่อนข้างมาก จนมาเห็นสิ่งที่มีลักษณะคล้ายโหลแก้วกลมๆ ด้านในมีแสงไฟสว่างไสวจากเปลวเทียน ข้างขวดแก้วก็มีติดชื่อด้วย หลังจากที่พี่ชายไปถามเจ้าหน้าที่ของวัด สิ่งนี้ คล้ายๆการอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับน่ะครับ



เราเขียนชื่อแม่ติดที่ขวดแก้วนี้ ผลัดกันถือ ตั้งจิต อธิษฐาน ก่อนที่จะนำไปวางในสถานที่ที่จัดไว้

อยู่ๆ น้ำตาก็คลอเบ้า ผมรู้สึกคิดถึงเธอมากจริงๆ ครับ

ที่ด้านบน มีลิพท์ขึ้นไปนมัสการพระเขี้ยวแก้วได้ ลองขึ้นไปดูดีกว่า มาถึงทั้งที่ ไม่ขึ้นไปได้อย่างไร



นมัสการพระเขี้ยวแก้ว – ท่าไหว้แบบแปลกๆ


ขึ้นมาด้านบน จะมีห้องโล่งๆ ปูด้วยพรมดูสะอาดตา มองเห็นคนนั่งสมาธิอยู่ด้วย ในห้องนี้มีพระเขี้ยวแก้วอยู่ในตู้กระจก ซึ่งทางวัดห้ามถ่ายรูปครับ



นมัสการเรียบร้อย ผมมองเห็นชายคนหนึ่ง(น่าจะเป็นชาวสิงคโปร์นะ) สวมชุดสีขาว และทำท่าทางซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง เดาได้ว่าเป็นการไหว้นั่นแหละ เพียงแต่มันแปลกมากๆครับ เพราะมันไม่ใช่การกราบพระเหมือนที่เราเคยเห็นๆกัน

แปลกอย่างไร เขายืนขึ้น พนมมือขึ้นเหนือหัว ทำปากเหมือนอธิษฐานอะไรซักอย่าง แล้วก้าวเท้ามาด้านหน้า พร้อมกับมือที่พนมนั้น และยืดออกไป

จากนั้นก็คุกเข่าลง ยังคงยืดมือที่พนมนั้นไปด้านหน้า ก่อนจะล้มตัวนอนคว่ำ ในขณะที่มือที่พนมก็ยังอยู่ และยังคงยืดออกไป และนิ่งแบบนั้น ก่อนจะลุกขึ้นยืนและซ้ำกลับท่าเดิม

เออ งง ครับ ไม่เคยเห็นเลยแฮะ แต่สิ่งที่ชายคนนี้ทำ ไม่ใช่ทำแบบเล่นๆ มันมีความหมายครับ เพียงแต่เราไม่คุ้นเคยเท่านั้นเอง เป็นวัฒนธรรม ของศาสนาพุทธในอีกประเทศหนึ่งน่ะ

ด้านนอกห้องก็มีขายของที่ระลึกด้วย ขากลับลงลิพท์ก็เจอ 2 สาวชาวสิงคโปร์ น่ารักไม่เบาเลยล่ะ 555



เลือกซื้อของที่ระลึก China Town


เราเดินทะลุออกมาด้านหลัง มีร้านขายของที่ระลึกเยอะมาก มีหลายแบบ แถมราคาไม่แพง มิน่าล่ะ ทำไมถึงบอกว่า มาหาของที่ระลึก ต้องมาที่ China Town

ถนนเล็กๆตรงนี้ มีร้านขายของตลอดริมสองฝั่ง ที่สำคัญในหลายๆร้าน คนขายพูดภาษาไทยได้ด้วย(เอากับเขาซิ 555)



“ผมคนสิงคโปร์ แต่พูดไทยได้นิดหน่อย มีลูกค้าชาวไทยมาซื้อของเยอะน่ะ” พ่อค้าชาวสิงคโปร์กับสำเนียงแปร่งๆ แต่ฟังแล้วเข้าใจ

ผมเลือกของร้านนั้น แล้วไปร้านนี้ต่อ อะไรจะให้เยอะขนาดนั้น เยี่ยมเลย(จะได้เอาไปแจกหลายๆคนครับ)

กระหายน้ำจัง ดื่มน้ำหน่อยดิกว่า สำหรับน้ำอัดลมกระป๋อง ถูกที่สุด ต้องมาที่ไชน่า ทาวน์ เลย(ราคาประมาณ 60-90 เซ็นต์ ไม่ถึง 1 เหรียญด้วย) (หากใครทราบว่ามีขายถูกกว่านี้ บอกผมหน่อยนะ จะได้เก็บไว้เป็นข้อมูลท่องเที่ยวครับ)

เอาล่ะ เรียก Taxi ได้เวลากลับไป Check-in ที่ Marina Bay Sands Hotel แล้วครับ



Check-in at Marina Bay Sands Hotel


อัตรา Taxi ของที่นี่ นอกจากจะคิดตามระยะทาง และดูตามประเภทของรถแล้ว ช่วงเวลาก็มีความสำคัญครับ หากเป็นชั่วโมงเร่งด่วน แบบคนเลิกงานเย็นๆ ดังเช่นที่ผมเรียกมานี้ จะมีค่าบริการชารจ์เพิ่มด้วยนะ

ได้ Key Card มาแล้ว พนักงานพาขึ้นมา ด้านบน ว่าแต่ลิพท์ที่นี่เปลี่ยนชั้นได้เร็วมากจริงๆ

ยิ่งอยู่ชั้นบนมากเท่าไร ก็ยิ่งราคาแพงกว่าชั้นล่างๆครับ



เราได้ห้อง 3590 ตอนติดต่อเป็นสองห้องครับ แต่ด้วยเหตุอะไรก็ไม่ทราบ เขาให้ห้องใหญ่เลย(ราคาน่าจะเท่าเดิมนะ) ภายในห้องก็แบ่งเป็นห้องเล็กๆหลายห้อง (ดีซะอีก จะได้อยู่ด้วยกันทั้งหมดนะ)

รอพนักงานมาส่งกระเป๋า ตอนนี้ลองสำรวจห้องดู หรูหรา ดีมาก ไหนออกไปดูวิวด้านนอกหน่อย



มองเห็นทะเลและเรือที่ลอยอยู่มากมาย เห็นสิ่งก่อสร้างที่กำลังเกิดขึ้น สมกับเป็นเมืองใหม่จริงๆนะเนี่ย



ภายในห้อง มีเตียง มีห้องรับแขก มีทีวี มีห้องน้ำ มีตู้เย็น มีเครื่องชงกาแฟ มีเครื่องถ่ายเอกสาร(เอาเข้าไป มีด้วยนะเนี่ย 555)

ลองเปิดทีวีดูซิ เฮ้ย ต้องเป็นพี่มุกแน่ๆ ที่ใช้ชื่อผมในการจอง เพราะมันขึ้นชื่อผมนะ กับคำกล่าวต้อนรับของทางโรงแรม ตกใจเหมือนกัน แต่ขอบคุณนะครับพี่ 555

ว่ากันว่าดาดฟ้าของที่นี่ มีสระว่ายน้ำ และวิวสวยมากด้วย ขอไปยลโฉมเป็นบุญตาหน่อยแล้วกันนะครับ


Monday, December 12, 2011

Singapore...This is my occasion(8)


















Enchanted Airways


อยู่ใน Zone ของ Far Far Away ครับ เข้าไปเลยดีกว่า ไม่ต้องต่อแถว ไม่มีคนเล่นเลยนะ 555

หากเปรียบ Battle Galactica เป็นรถไฟสำหรับผู้ใหญ่(ที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุ) Enchanted Airways ก็เรียกว่าเป็น “รถไฟเด็ก” ก็แล้วกัน

ความเร็วระดับปานกลางครับ ไม่ถึงกับช้ามาก แต่ก็ไม่เร็วจี๋ ถามว่าหวาดเสียวสำหรับผู้สูงอายุหรือไม่ ก็น่าจะเป็นบริเวณโค้ง ที่มีเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา(ผมล่ะกลัวจริงๆ ว่าจะมีผลกับพ่อซึ่งเคยใส่บอลลูนมาแล้ว)

ถามพ่อว่าเป็นอย่างไรบ้าง แกบอกว่าสบายๆครับ ไม่ได้หวาดเสียวอะไร(เฮ้อ งั้นก็ดีล่ะครับ ผ่านไปได้)

หากใครอยากลองเล่น Battle Galactica แต่กลัวว่าจะไม่ไหว ลองมาทดสอบขั้นพื้นฐานกับ Enchanted Airways ดูก่อนก็ได้นะครับ 555



Jurassic Park : Rapids Adventure / Tonight


ตอนกลางวันพ่อเล่นไปแล้ว คืนนี้พี่คนกลางจะเล่นบ้าง ส่วนผมกับพี่คนโตน่ะเหรอ รอบสองแล้วครับ

ต่อคิวยาวเหมือนกัน คนยังไม่กลับกันเลยนี่นา แน่นอนว่าก็ไม่ค่อยมีคนไทยหรอก

เวลาผ่านไป ตัดสินใจถูกไหมเนี่ย คนด้านหน้าผม เกิดรอไม่ไหว ออกดีกว่า เขาสละเสื้อกันฝนให้กับพี่คนกลางด้วยครับ

สำหรับเสื้อกันฝน ที่นี่จะมีขายแบบหยอดเหรียญในตู้อัตโนมัติ สำหรับคนที่ไม่สะดวกให้ร่างกายเปียกน้ำนะ

เอาล่ะ บรรยากาศในการพบไดโนเสาร์ในช่วงค่ำคืนจะแตกต่างจากตอนกลางวันหรือไม่ มาดูกันครับ



เงียบสงัด บรรยากาศดี สมจริง!


หากถามว่า เครื่องเล่นนี้ ควรมาเล่นตอนกี่โมง ถ้ามีโอกาสควรมาตอนกลางคืนครับเพราะหลายๆอย่างดีกว่ามากจริงๆ(แต่ถ้าไม่สะดวก มีเวลาน้อย ตอนไหนก็เข้าไปเถอะ)

ดีกว่ายังไง ขณะนั่งอยู่ในรถ มองไปบนท้องฟ้า มืดสนิท เห็นดวงดาวระยิบระยับ อากาศก็ไม่ร้อน เวลาไดโนเสาร์ออกมาจะไม่รู้สึกเฉยๆ เหมือนตอนกลางวัน จะเริ่มมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น เพราะในมุมมืดๆ อาจมีไดโนเสาร์โผล่ออกมาจากมุมไหนๆก็ได้(เผลอแป๊บเดียว ก็อาจเปียกได้ 555)

พอถึงจุด Climax ลงจากเนิน (ต้องเปียกมากที่สุด) แม้พี่คนกลางจะอยู่ริม แต่มีเสื้อกันฝนช่วยไว้(อะไรวะ ไม่มันเลย ต้องเปียกๆดิ 555) ส่วนผมนั่งตรงกลาง รู้สึกว่าเปียกน้อยกว่าเมื่อตอนกลางวันครับ



Revenge of the Mummy/ Tonight


เวลาใกล้หมดแล้ว เครื่องเล่นกำลังจะปิด เรายังพอเล่นได้ อีก 1 เครื่องเล่นนะ

3 พี่น้อง รีบวิ่งเข้าไปที่เครื่องเล่น แม้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบในหน้าที่และการงานกันแล้ว แต่ก็ยังมีความเป็นเด็กหลงเหลืออยู่ในตัว ซึ่งผมมองว่ามันเป็นข้อดี

ทำให้เราเข้าใจในธรรมชาติ สัจธรรม และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา

การมองโลกจะกว้างยิ่งขึ้น มิใช่ยิ่งแคบลง



ความเร็ว ความร้อน และเสียงไม่เคยเปลี่ยน!


ได้รถเที่ยวสุดท้ายพอดี มีคนนั่งอยู่แล้วแค่ 2 คน เท่านั้น เริ่มได้!

ความเร็ว ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เข้าขั้นสปีด เร็วกว่านรก ผมปลิว ชวนให้เวียนหัว

ความร้อน เหมือนเดิม โดยเฉพาะตอนเจอมันมี่ ฮิมโฮเทป ไฟเต็มๆหน้าเลย ร้อนวาบ

ส่วนในเรื่องเสียง หมายถึงเสียงร้องของคนนั่งครับ ก็เหมือนกับการเล่นไวกิ้ง ที่ต้องเปล่งเสียงออกมาให้ลดความเสียวของท้องน้อย เวลาดิ่งลงไปด้านล่าง

บังเอิญว่า เสียงหมดแล้วครับ ตะโกนเบาๆพอ 555

ปิดท้ายเครื่องเล่นสุดท้าย ที่ Universal Studio บนความสนุกและจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป



ก่อนกลับก็ออกมาถ่ายรูป แสงสวยๆยามค่ำคืนแบบนี้ ถ่ายออกมาสวยเชียว โชคดีว่า พี่ๆเอาขาตั้งกล้องมาครับ ถ้าเป็นกล้องจิ๋วของผม ก็คงถ่ายยากอยู่ซักหน่อย

สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป ไม่ควรพลาดแสงสวยๆใน Universal Studio นะ คุณอาจได้ภาพความประทับใจกลับไปก็เป็นได้



RUYI Restaurant


ร้านนี้เปิด 24 ชั่วโมง จะอยู่บริเวณทางออกของ Universal Studio ครับ น่าจะอยู่บริเวณ The Forum นะ

บ้างก็ว่า ร้านนี้จะเป็นที่ฝากท้องของผู้ที่ออกจากการเล่นที่คาสิโนด้วยนะ 555

ตอนนี้ผมปวดหัวกับปวดท้องมาก คงเกิดจากอาการ “หิว” 3 ทุ่มกว่าล่ะ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย



อะไรก็สั่งไปก่อนล่ะ ตามรูปนี่แหละ ข้าวผัดมีกุ้ง มีแครอท กับเครื่องดื่มสไปร์ท แม้จะไม่ค่อยอร่อยนัก แต่ก็ทำให้ผมสดชื่น มีเลือดไปเลี้ยงสมองเพียงพอ และหายปวดหัวเป็นปลิดทิ้ง



ส่วนอีกเมนู พี่ชายสั่งครับ ทดสอบแล้ว อร่อยกว่าของผมเสียอีก รสชาดเหมือนพะโล้ครับ (Pork Shank Rice With Soy Egg ราคา 7.90 เหรียญสิงคโปร์)


วิ่งไล่จับหลานทัฬห์ เผลอแป๊บเดียวเดินไปนู่น อุ้มมาซะเลยดีกว่า



กลับถึง Hard Rock Hotel อาบน้ำและสวมเสื้อแจ๊กเก๊ตสีเหลืองของแม่

เริ่มจัดของเตรียมไว้

พรุ่งนี้ก็จะเข้าไปพักในเมืองแล้วครับ



19 กรกฎาคม 2554


เช้านี้ ถ่ายรูปบรรยากาศรอบๆโรงแรม เรียกว่า “เก็บตก” ในส่วนที่ยังไม่ได้ถ่าย เริ่มจากกีตาร์ใหญ่ด้านหน้า รูปตึกด้านหน้า ป้าย รูป SuperStar ของ Hollywood สระว่ายน้ำ เป็นต้น



Breakfast วันนี้ ผมตักอาหารเฉพาะที่ลองแล้วชอบ ครัวซองทาด้วยเนยถั่ว(แบบ Meet Joe Black) ไส้กรอก ผัดหมี่ และขนมปังชนิดที่หวานๆ ส่วนทีเด็ดก็ต้องซาลาเปาใส้พุทรา อร่อยจริงๆ



พี่มุก พี่ณัฐ พี่เก่ง หลานทัฬห์ จะลงเล่นน้ำที่นี่ พ่อก็นั่งอยู่แถวๆสระว่ายน้ำ ใจนึงผมก็อยากลงเล่นนะ เพราะที่ Hard Rock Hotel ทำสระว่ายน้ำค่อนข้างดี แต่อีกใจหนึ่งก็อยากเดินไปสำรวจ ไปถ่ายรูป Merlion แห่ง Sentosa Island แห่งนี้ เพราะเมื่อ Check out เราก็จะไม่ได้กลับมาอีก

ผมมีเวลากลับมาให้ทัน Check out ครับ ก็ไม่น่าจะยากนะ เดินขึ้น Sentosa Express ตั้งหลายวันแล้วนี่

เดินไป-กลับ ไม่ถูกก็แย่ล่ะ ลุยเลยแล้วกัน!!!



Sentosa Express ไปอยู่ไหนละเนี่ย!!!


งงครับ งง ก็ลงมาทางเดิมนะ ผมมาทาง The Forum ครับ แล้วไปออกทางไหนต่อล่ะ อ้าวไม่ใช่นี่ เดินกลับไปทางเดิมก่อน



ทุกที เราเดินออกมาทาง Festive Hotel ไม่ใช่เหรอ นึกได้ล่ะ เดินๆๆๆ โอเค เริ่มคุ้นล่ะ



เดินมา ผมก็ยังไม่เจอ Sentosa Express เดินขึ้น-ลง ไปออกบริเวณป้าย Sentosa ใหญ่ๆ ที่อยู่บนผาหิน(เฮ้ย ไม่ใช่ล่ะ) เดินลงไปด้านล่าง เป็นลานจอดรถ(เอ้า ยิ่งไม่ใช่ใหญ่) แล้วทางออกอยู่ไหนละเนี่ย สุดท้ายก็มาโผล่ที่ The Forum(เวรกรรม) เดินออกมาอีก ก็เจอ Waterfront เราผิดตรงไหนเนี่ย(กางแผนที่ออกมา)

เหงื่อชุ่มหน้าดู เสียเครดิตนักเดินทางแบบเราหมด ชอบมีเรื่องตื่นเต้นอยู่เรื่อย 555



ที่หาไม่เจอไม่ใช่อะไรครับ ผมเดินอ้อมเป็นวงกลม ทั้งๆที่ Sentosa Express ก็อยู่ใกล้ๆนี่ล่ะ แต่ดันหาไม่เจอเอง 555 นั่นไงเซเว่นที่ลงบันไดเลื่อนมาทุกๆคืน รอดแล้วเรา



Merlion / Imbiah Station!


นั่ง Sentosa Express มาแค่สถานีเดียวจาก Waterfront ลงมาจะเห็น Merlion ขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ ตัวนี้พึ่งสร้างมาทีหลังนะครับ ของจริงต้องอยู่ริมน้ำ อยู่ฝั่งเมืองน่ะ



วันนี้ฟ้าสวยมาก แดดจัด เหงื่อท่วมตัว แต่ก็คุ้มค่า ได้มาถึงเสียที แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามด้านหลังจะมีร้านขายของที่ระลึก และมี Merlion Walk ด้วยครับ เอาไว้นั่งเล่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจได้เหมือนกัน

รีบกลับดีกว่าครับ ใกล้ถึงเวลานัดหมายล่ะ



Check out!


เก็บกระเป๋าเสร็จ แบกลงมา Check-out ระหว่างคอยก็ถ่ายรูปโรงแรมอีกนิดหน่อย เรียก Taxi ไป Marina Bay Sands Hotel กันเลย



รถติดเล็กน้อย ระหว่างทางก็ยังมีตึกที่กำลังก่อสร้างค่อนข้างเยอะ เริ่มเห็นตึกขนาดใหญ่ที่เป็นรูปเรือ ซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้



Marina Bay Sands Hotel!


พนักงานของโรงแรมมาช่วยขนกระเป๋า พี่มุกไปต่อแถว Check-in ยืนรอฟังดนตรีจากสาวๆสิงคโปร์ไปพลางๆก่อน



ห้องจะเข้าได้ตอนบ่ายสามโมงครับ ฝากกระเป๋าไว้ที่นี่ก่อน พี่มุกจะพาไปกินข้าวมันไก่สิงคโปร์น่ะ



หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่โรงแรมว่า สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไปทางไหน ก็เดินตรงไปเรื่อยๆ มันก็ต้องข้ามถนนเดินอีกไกลอยู่ มีหลายคนด้วย รถเข็นเด็กอีก เดี๋ยวพ่อจะเมื่อย ก็เลยนั่ง Taxi อีกรอบ



หลายคนนั่งได้ ไม่ต้องแยกกันคนละคัน เพราะว่า Taxi คันนี้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ส่วนคนขับรถเป็นคนสิงคโปร์ก็จริง แต่สามารถพูดไทยและฟังไทยได้ครับ เราผ่าน Raffles Hotel Singapore ด้วย(ที่ไมเคิล แจ๊คสัน เคยมาพักน่ะ )

คนขับรถบอกว่า “ข้าวมันไก่ เทียน เทียน เหรอ ไม่อร่อยๆ(พูดแล้วก็สั่นหน้า) ร้านที่กำลังจะไปนี้อร่อยกว่าเยอะ” ถ้าถามผม แล้วแต่คนชอบน่ะนะ เทียน เทียน ผมก็ไม่เคยกิน แต่นักท่องเที่ยวก็บอกว่าอร่อยกัน ยังไงก็ขอผมลองกินก่อนแล้วกันนะครับ



ลิ้มรส ข้าวมันไก่ ร้าน YET CON


ร้านนี้หน้าร้านมีป้ายเขาบอกว่า Famous Chicken Rice / Delicious Roasted Pork / Stream Boat / Chinese and Western Dishes



รสชาดไก่ที่นี่ เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากบ้านเรา ของเขาเนื้อแน่นกว่ามาก แต่น้ำจิ้มถ้าเอาของบ้านเรามานี่เด็ดเลย (จะถูกปากคนไทยมากกว่า)



อีกจานเป็นผักกาดขาว คงให้ทานแกล้ม แก้เลี่ยน



ต่อมาเป็นหมูกรอบ กับซอสดำๆ ผมว่ามันอร่อยครับ จานนี้

โดยรวมรู้สึกว่า เฉยๆนะ ก็ใช้ได้ เอาไว้คราวหน้าอาจลองกิน เทียน เทียน ดูครับ แล้วผมจะมาบอกว่าอันไหนอร่อยกว่านะ 555