Wednesday, July 23, 2008

Animal planet ค้นหาฉลาม 7 ชนิด ใน7 วัน+ความอัศจรรย์ที่เกาะโคโค่




เปิดทีวีมาเจอโลกสีครามอีกแล้วครับ แบบนี้ก็ต้องสะกดให้ผมอยู่นิ่งๆ ใจจดใจจ่ออยู่กับรายการแบบนี้อีกแล้ว
รายการนี้ ชื่อว่า TV with Teeth เริ่มต้นที่ผมเปิดมาเจอ ทีมนักดำน้ำ นำโดย พิธีกรที่หน้าตาเหมือน ริค แฟร์ นักมวยปล้ำที่โด่งดังครับ(สีผมน่ะ เหมือนมากๆ ขาวโพลน)



เริ่มเลยดีกว่า (ผมขอเรียกพิธีกรว่า คุณริค แฟร์ แล้วกันนะ) คุณริค แฟร์ แต่งตัวแปลกๆ หน้ากากดำน้ำ ของแก จะสวมแบบที่ว่า น้ำทะเลไม่สามารถเข้าได้ โดยมีท่อระโยงระยางเพื่อทำให้ภายใต้หน้ากาก มีอากาศตลอดเวลา ทำให้ คุณริค แฟร์ สามารถ พูดใต้น้ำ อย่างรู้เรื่องได้ครับ (ทำให้เราได้ฟังอย่างรู้เรื่องด้วย)



แกเดินเข้าไปใกล้ฉลามชนิดแรก ตือ ฉลามครีบขาว (ย้ำว่าเดินนะครับ ไม่ได้ว่าย โดยมีท่อระโยงระยาง มีสิ่งที่คล้ายเครื่องดูดฝุ่นอยู่ด้วยล่ะ)



ในเวลากลางวัน ฉลามครีบขาวจะนอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นทราย(ขนาดคุณ ริค แฟร์ เดินไปอย่างใกล้ ฉลามครีบขาวยังไม่หนีเลยครับ) เท่าที่ดูหน้าตาแล้ว จะมีติ่งเนื้ออยู่ที่ปาก เจ้านี่ หน้าตาออกไปทาง Nurse Shark มากกว่านะ 55



ในเวลากลางคืน ฉลามที่นอนนิ่งเมื่อซักครู่ เปลี่ยนพฤติกรรมไปเลยครับ(เวลาหาอาหารนี่นา)



เมื่อคุณริค แฟร์ลงมา พบฉลามครีบขาวไม่ต่ำกว่า 20 ตัว ว่ายน้ำอย่างเกรี้ยวกราดในแนวปะการัง รอสัตว์ทะเลที่โชคร้าย ออกมาจากที่ซ่อน(ตามโพรง)



ใครออกมาก็………….. เสร็จครับ



คุณริค แฟร์ บอกว่า “ผมไปดีกว่า แม้เจ้าฉลามไม่สนใจเรา แต่ที่หน้าโพรงที่ผมยืนอยู่ มีสัตว์ทะเลหลบอยู่ในที่ซ่อนครับ!!!!”



วันต่อมา ทีมสำรวจพบฉลามครีบดำ(Blacktips Shark) ผมว่าเจ้านี่หน้าตาดูเท่กว่า ตัวเมื่อซักครู่เยอะเลยครับ



จะว่าไป ความมหัศจรรย์ของเกาะนี้ อยู่ในขั้นเทพครับ มองไปด้านหน้า เห็นเจ้ากระเบนพื้นทรายอย่าง Marble Ray ไม่ต่ำกว่า 20 ตัว พวกเขามาผสมพันธุ์กันน่ะครับ( จำได้ว่า Marble Ray มีที่ชุมพรครับ เคยเห็นพี่ต่อถ่ายรูปมา แต่เจอก็แค่ 2-3ตัวนะ เจอทีเดียว 20 ตัวแบบนี้ คงไม่ง่ายนัก)



ต่อด้วยการผสมพันธุ์ของฝูงปลาขี้ตังเบ็ด(เท่าที่เห็นลาย คล้ายกับปลาขี้ตังใบเรือครับ) โดยตัวเมียจะพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำ(เป็นฝูง) ก่อนที่จะปล่อยไข่อย่างรวดเร็ว จากนั้นตัวผู้จะว่ายขึ้นไปพ่นน้ำเชื้อ(สุดยอดครับ ภาพแบบนี้)



ต่อมาก็เป็นภาพเต่าตนุ ที่ว่ายน้ำอย่างน่ารัก กับคุณริค แฟร์ ที่ว่ายเข้าไปใกล้ๆ จนจะขี่หลังได้อยู่แล้วครับ(ระวังท่า ซิกกะโฟร เลค ลอคนะ)



วันต่อมา สำรวจฉลามตัวต่อไป คือ ฉลามหัวฆ้อน(Hammer Head Shark) ครับ เห็นได้ชัดว่า พวกเขาประสาทสัมผัสไวมากๆ ยังรักษาระยะห่างไม่ว่ายเข้ามาใกล้ๆ(เลยได้เห็นแค่ไกลๆ)



แต่การสำรวจต้องจบลงด้วยความรวดเร็วครับ เพราะทุ่นผูกเรือขาด ต้องขึ้นไปดูเรื่องทุ่นก่อน ถ้าไม่มี ทุ่น ทีมงานจะลอยออกไปสู่ทะเลเปิด ซึ่งอาจจะได้รับอันตรายครับ



พระเอก ตัวต่อมา คือ ฉลามครีบเงิน(Silvertips Shark) รูปร่างค่อนข้างสันทัน ดูเท่มาก(บ้านเราก็มีครับ) ครีบเงินปกติจะอยู่ในที่ลึก แต่ที่นี่ เขามาทำไม ณ ที่ตื้น?



คำตอบ คือ สถานีพยาบาลครับ ครีบเงิน ว่ายน้ำให้ปลาเข้าตอดกินปรสิต ตามปากและตามลำตัว โอ้ช่างสบายใจ เหมือนมีคนถูหลัง-อาบน้ำให้นะเนี่ย



ตัวต่อมา คือ ฉลามซิลกี้ครับ ตัวนี้งงครับ ทั้งชื่อและหน้าตา ไม่คุ้นหูมาก่อนเลยน่ะ



ขั้นรายการ ด้วยฝูงปลาแจ๊ค(Jack Fish) ไล่ล่าปลาทูน่าครีบเหลือง เราเป็นคนดู อยากกินทั้งคู่เลยล่ะ 55



ฉลามตัวต่อไป คือ ฉลามเสือทรายครับ หากนึกไม่ออก ไปดูได้ที่ Siam ocean world ที่พารากอนครับ น่าเสียดายว่า ทีมสำรวจไม่พบฉลามเสือทราย แต่การดำดิ่ง ของนายริค แฟร์ ทำเอาผมอึ้งครับ(เรียกว่าพุ่งหลาวน่าจะถูกกว่านะ ลงไปที่ความลึก 252 ฟุต) เวลาขึ้น ไม่สามารถทำแบบนั้นได้แน่ครับ อันตรายน่ะ(นาย ริค แฟร์ บอกมาครับ)



แม้จะพลาดฉลามเสือทราย แต่ระหว่างทำ Safety stop ก็พบกับฝูงฉลามหัวฆ้อนในระยะใกล้ ไม่ต่ำกว่า 20 ตัว เข้ามาให้ปลาสินสมุทรและปลาผีเสื้อ ตอดกินปรสิต(พวกเขาจะว่ายน้ำช้ามาก เป็นภาพที่หาไม่ได้ง่ายๆเลยล่ะ)



ท้ายสุด นายริค แฟร์บอกว่า แม้จะไม่สามารถหาฉลามได้ครบ7 ชนิด ใน7 วัน แต่เกาะโคโค่ ถือเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายของฉลามมาก และสิ่งมีชีวิตของที่นี่ น่าประทับใจสุดๆ(เท่าที่หาดู อยู่ในประเทศคอสตาริกาครับ)



การหาฉลามได้ไม่ครบ จึงเป็นข้ออ้างในการกลับมาของทีมสำรวจต่อไปครับ


รูปประกอบ ขอขอบคุณ
http://www.ecophotoexplorers.com/
http://www.sharkdiving.us/

Friday, July 18, 2008

อโรคา ปาร์ตี้ วาไรตี้สำหรับคนไม่มีโรค


เคยพูดถึงในเรื่อง “ศึกกระชากเรตติ้งทีวี วันพฤหัส” มาแล้วว่า แต่ละช่องแข่งขันกันอย่างหนัก สำหรับรายการหลังสี่ทุ่ม เปิดช่องไหนก็มีแต่รายการดีๆทั้งนั้น ผลประโยชน์ก็ตกอยู่ที่ผู้บริโภคเลยครับ


4 รายการที่พูดตอนนั้น ก็มี เป็นต่อ , เจาะใจ ,เรื่องจริงผ่านจอ และชัยบดินทร์โชว์ แต่ตอนนี้ รายการหลังสุด ไม่มีแล้วครับ กลายเป็นรายการ “อโรคา ปาร์ตี้” แทน


ไม่เคยดูรายการนี้แบบเต็มๆมาก่อนครับ ได้แต่ดูผ่านๆ


ที่ว่าผ่านๆ เพราะ วันหนึ่งผมไปอ่านเจอในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ซึ่งแนะนำเกี่ยวกับทันตแพทย์สาวคนหนึ่ง ชื่อว่า “พอลลีน เต็ง” เธอเป็นพิธีการรายการนี้ ที่สำคัญ (น่ารักมากซะด้วย) เลยขอมาเปิดดูหน่อย


จนกระทั่งเมื่อวานนี้ เนื้อเรื่องน่าสนใจดีครับ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย เลยขอดูหน่อยละกัน


เริ่มต้น ก็มีทันตแพทย์สาว คนสวย กับคุณธงชัย ประสงค์สันติ (พิธีกรอีกคน) มาเกริ่นนำ แนะนำ ผู้ร่วมรายการ ซึ่งมี คุณกบ ทรงสิทธิ์ ,คุณทราย เจริญปุระ , คุณอุ้ม ลักขณา , คุณเอาะ กีรติ และคุณอิ๊กคิว(ดีเจ)


จากนั้น มีละครให้ดูครับ เรื่องราวของคุณ “พัท” นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ผู้ที่ห่วงงานมากกว่าตัวเอง ไม่เคยออกกำลังกาย จนกระทั่ง เหตุการณ์เริ่มมีสิ่งผิดปกติ เมื่อภริยาชวนมาทำ Sit-up


ปรากฎว่า เขาไม่สามารถทำได้ครับ!!!


หลังจากนั้น เขาเริ่มมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น คือ มีก้อนกลมๆอยู่บริเวณ หว่างขา กดแล้วยุบและกลับมาอยู่ในสภาพเดิม ซึ่งเขาก็มิได้บอกภริยา ถึงอาการผิดปกตินี้ครับ


ต่อมาเขามีการสำลัก(แรงๆ) จากนั้น ไปช่วยภริยายกของ ก็เกิดอาการปวด(ไม่แน่ใจนะครับ ว่าบริเวณท้องหรือเปล่า)


วันที่ต้องไปทำงาน(การงานกำลังแย่ เขาเลือกที่จะไปประชุมก่อน แล้วค่อยไป รพ) ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่า ชีวิตเขาจะอยู่ได้อีกไม่นาน!!!


หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ เขาก็เสียชีวิตครับ ขณะไปตรวจอาการที่โรงพยาบาล ซึ่งเกิดจาก “โลหิต เป็นพิษ” นั่นเอง


เกิดได้อย่างไร?


รายการบอกว่า คุณ “พัท” ไม่ได้ออกกำลังกาย ผนังกล้ามเนื้อบริเวณท้องจึงบางมาก ไม่สามารถทำ Sit-up ได้ เมื่อจามแรงๆ ไส้เลยเลื่อน ไปอยู่บริเวณ หว่างขา เกิดอาการบวมขึ้น(ตอนแรก ผมนึกว่า โรค “ไส้เลื่อน” กับ “ไข่ดัน” เหมือนกันซะอีก จริงๆต่างกันครับ)


เมื่อบวมขึ้นมา เกิดอาการไส้ตรงส่วนนั้น “เน่า” จึงเป็นที่มาของอาการ “โลหิต เป็นพิษ” (เข้าใจว่า เลือดคงไม่เลี้ยงเหมือนกระบวนการตามปกติ เลือดเสียไม่ได้ถ่ายเทตามปกติน่ะครับ เลยเกิดปัญหา) (ผิดถูกขออภัยครับ ผมเป็น “หมอความ” ไม่ใช่ “หมอคน”นะ 555 แต่เล่าตามที่เข้าใจน่ะ)


จากนั้นก็ให้คุณหมอตรวจร่างกาย ผู้ร่วมรายการ ทุกคน ก่อนที่คุณหมอจะมาตอบปัญหาข้อซักถามต่างๆ


นับว่าเป็นรายการที่ดี อีกรายการหนึ่งครับ ดูแล้ว น่าจะช่วยให้คนหันมาใส่ใจในสุขภาพกันมากขึ้น(โรคภัยไข้เจ็บ นั้นน่ากลัวจริงๆ ครับ ขนาดแค่ไส้เลื่อน ยังอันตรายขนาดนี้ ถ้าขาดการใส่ใจในสุขภาพ ไม่ไปหาหมอ ไม่ออกกำลังกาย)


สำหรับคนที่ออกกำลังกายนั้น ดีอยู่แล้ว


ส่วนคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย น่าจะหาเวลาบ้างนะครับ


ท้ายสุดนี้ ผมขอยกตัวอย่างที่ดีมากของท่านผู้พิพากษา “สู่บุญ วุฒิวงศ์” ในวัน จันทร์-ศุกร์ ท่านออกนั่งบัลลังก์ ในวันเสาร์-อาทิตย์ ท่านออกวิ่งมาราธอน ตามงานต่างๆ(ทั่วประเทศ)


ท่าน “สู่บุญ” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 18 กรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นคำพูดที่ผมชอบมาก


คำถามที่ว่า คนที่มีตำแหน่งใหญ่โต งานยุ่ง ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ท่านมีความคิดว่าอย่างไรครับ?


ท่านตอบว่า “คงไม่ถูกต้องนัก เพราะว่า คนที่ยุ่งจริงๆ จะไม่มีเวลาแม้แต่จะบอกกับใครว่า ผมกำลังยุ่ง”
มาคิดๆ ดูแล้ว ผมมีความเห็นคล้อยตามท่านครับ

Wednesday, July 16, 2008

Animal Planet-ดำน้ำกับ Orca Whale ที่ประเทศนอร์เวย์




ขณะมานอนเฝ้าคุณแม่ ที่โรงพยาบาล ซึ่งต้องให้เลือด(ผลจากเคโม ทำให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ต่ำลงหมดครับ)



เห็นช่อง Animal Planet เจอสารคดีเกี่ยวกับโลกใต้ทะเลครับ ดูแล้วสบายตาและสบายใจมาก เลยอยากนำมาเล่าให้ฟังเหมือนเคย



เริ่มจากใต้ทะเลแถบ Vancouver เราสำรวจพบปลาหมึกยักษ์(Octopus) ซึ่งมีมากมายที่นี่ บางตัวมีขนาดใหญ่ถึง 8เมตร เลยล่ะ



เวลากลางวัน หมึกยักษ์มักจะอยู่ตามโพรง ตกกลางคืน หมึกยักษ์ออกหากินตามประสานักล่า แน่นอนว่า เมื่อเขาเจอแสงจากกระบอกไฟฉาย ก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าและตีกรรเชียงหนีจากไปอย่างรวดเร็ว (เฮ้ย! นั่นคนแล้วล่ะนะ)



มาต่อมาที่บนผิวน้ำของอีกวันครับ พิธีกร พูดถึงโอกาสที่โชคดีมากๆ ด้านข้างเรือ พบฝูงวาฬหลังค่อม (Humpback Whale)ออกมาทักทาย ใกล้ๆกันนี่ก็ยังมีฝูงวาฬเพชฆาต(Orca Whale) ด้วย



หากใครนึกภาพเจ้าออก้า ไม่ออก มีภาพยนต์ที่มีชื่อเสียง อย่าง Free Willy นั่นไงครับ ทำให้นึกภาพความน่ารักของเจ้าออก้าได้ชัดเจนเลยล่ะ



แต่ในโลกใต้ทะเลนั้น ออก้า ถือเป็นนักล่าตัวยง นอกจากฝูงปลาแฮริ่ง(Hairing fish) ที่กำลังอยู่ในฐานะผู้ถูกล่าแล้ว



คงเคยได้ยินเรื่อง ออก้าล่าแมวน้ำ นะครับ เห็นน่ารักแบบนี้ก็เถอะ(โปรดนึกถึงเสียงของออก้า เวลาอยู่ใต้น้ำนะครับ น่ารักสุดๆ) สัญชาติญาณนักฆ่า ไม่เคยจางหายไปครับ เผลอปุ๊บก็โดนกิน ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแรงกว่า (ไม่รวมมนุษย์นะครับ คุณพี่ แกล่ามาแล้วเกือบทุกอย่าง )



เขาบอกว่า ออก้าว่ายน้ำเร็วถึง 50 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงเลยนา



ส่วนในเมืองไทย เคยมีรายงานว่าเจอวาฬเพชรฆาตเหมือนกัน แต่เท่าที่ทราบ เป็นวาฬเพชรฆาตเทียม (False Killer Whale) นะครับ (พี่คนหนึ่ง ในทะเลไทยเข้ามาตอบให้ครับ คงต้องหาภาพมายืนยันใกล้ๆอีกที ว่าแต่คงไม่ได้ถ่ายกันง่ายๆแน่ล่ะ)



เจอข้อมูลเพิ่มว่า ที่เกยตื้น ที่ภูเก็ต(เกาะราชา) ก็วาฬวาฬเพชรฆาตเทียมนี่แหละครับ(เฮ้อ สงสาร)



เข้ามาต่ออีกนิดก่อนจบครับ พิธีกรคนนี้ พามาที่ทะเลแห่งหนึ่ง ในประเทศนอร์เวย์ เราจะมาดำน้ำกับออก้ากัน(ซึ่งมีไม่กี่ที่ในโลก จะสามารถทำแบบนี้ได้)



ตูม!!!~ แล้วเขาก็กระโดดลงไป อากาศด้านล่างสบายกว่าด้านบนครับ(5 องศาเซลเซียส) ข้างบนหนาวมากๆ



5555 แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า พิธีกรต้องใส่ Dry Suit แน่นอน ไม่งั้นหนาวตายแน่ๆ



ด้านล่าง มีออก้าว่ายน้ำอยู่หลายตัว นี่เป็นการดำน้ำแบบผิวน้ำนะครับ ไม่อยากจะเชื่อเลย เจ๋งจริงๆ



เช้าวันต่อมา พิธีกร ออกเรือไปดูออก้าอีกครั้ง เพื่อศึกษาผลกระทบที่มีต่อออก้า ในการรบกวนจากมนุษย์



ซึ่งก็พบจริงๆครับ(ผมลืมไปแล้วน่ะ 555 ขอโทษทีนะครับ)



แม้การดูทีวี จะไม่เหมือนการลงไปดำน้ำด้วยตนเองก็ตาม



ต้นไม้ยังต้องหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ไม่งั้นก็เฉาตาย ฉันใด



การดูสารคดี โลกใต้ทะเล ก็เป็นเสมือนการรดน้ำให้ผม ฉันนั้น



คลายความคิดถึงไปได้บ้างล่ะ ^^

รูปประกอบขอขอบคุณ http://www.olympiccoast.noaa/.




Friday, July 11, 2008

นมัสการหลวงพ่อปากแดง จ.นครนายก







วันเกิดคุณแม่ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา (ก่อนที่จะไปนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม จ. สมุทรสงคราม) คุณพ่อพาคุณแม่ ไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง ใน จ. นครนายกครับ




หากเอ่ย ชื่อ “วัดพราหมณี” หลายๆท่านอาจไม่รู้จัก(ผมยังไม่รู้จักเลยครับ) แต่ถ้าพูดถึงว่าเมื่อไม่นานมานี้ มีหนังสือพิมพ์ลงข่าวเกี่ยวกับ วัดแห่งหนึ่ง ที่มีพิธีทำบุญสะเดาะเคราะห์ โดยให้ญาติโยม ลงไปนอนในโลง เพื่อนำความไม่ดีออกไป และจะทำให้เจอแต่สิ่งดีๆ หลายๆท่านอาจจะนึกขึ้นได้




นี่แหละครับ วัดที่ผมกำลังจะเดินทางไปล่ะ




วัดนี้ตั้งอยู่ที่ ต.สาริกา ครับ หากพูดถึงชื่อนี้ ผมนึกถึง “น้ำตกสาริกา” เป็นอันดับแรก เพราะตอนเด็กๆ มาเที่ยวค่อนข้างบ่อย




จากกรุงเทพฯ เราเดินทางผ่าน อ. ธัญบุรี ผ่านศาลจังหวัดธัญบุรี ผมจำได้ดีว่า อาจารย์ธานี สิงหนาถ ผู้สอนวิชากฎหมายลักษณะพยานและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แห่งเนติบัณฑิตยสภา ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลอยู่ที่นี่




ใช้เวลาซักพัก จะมีป้ายบอกทาง เราก็มาถึง “วัดพราหมณี” แล้ว




ภายในวัด ดูไม่ค่อยมีคน ก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องเบียดเสียด พอพูดจบปั้บ ด้านซ้ายมือ คนเพียบเลยครับ แน่นอนว่า มาเข้าแถวรอคิว ทำพิธีทำบุญสะเดาะเคราะห์ที่ผมได้กล่าวมาแล้ว(ถ้ามาวันหยุด คงล้นกว่านี้ครับ)




เราทำบุญบริจาคโลงศพ และนมัสการเกจิอาจารย์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นรูปหล่อ เช่น หลวงปู่ทวด หลวงปู่ศุข หลวงพ่อสด เป็นต้น




จากนั้นเดินต่อมาเพื่อนมัสการหลวงพ่อปากแดง โดยมีศาลเจ้าแม่ตะเคียนอยู่บริเวณทางเข้าด้วย

หลังจากไหว้พระแล้ว ผมถ่ายรูปหลวงพ่อปากแดง คุณแม่เสี่ยงเสียมสี ได้เบอร์ 23 อ่านดูแล้วดีมากครับ เลยถ่ายรูปเก็บไว้ มีข้อความดังนี้




“เบอร์ยี่สิบสามงามสิ้นระบิลศัพท์ จะได้รับสุขดีไม่มีซ้ำ ญาติยมสามัคคีมีปรองดอง ใครจะต้องเจ็บไข้เป็นได้หาย ทั้งครอบครัวทั่วหน้าล้วนผาสุก ไม่มีทุกข์บุญเจืออยู่เหลือหลาย ลาภจะมีดีงามดังคำทำนาย แสนง่ายดายอยู่หลังหนทางไกล แม้นถามไข้ว่าคลายหายสนิท ไม่ปกปิดบอกตามเนื้อความไข ถ้าต่อสู้ในคดีคงมีชัยชนะได้ เพราะว่าชะตาดี เนื้อความชัดจัดบ่งที่ตรงลาภ จงเร่งทราบว่าเลิศประเสริฐศรี ทุกๆสิ่งสมใจไม่ราคี ขอจบเบอร์นี้ดีนักเอย ฯ”




จากนั้น เราเข้ามาอยู่ในพิธี ตอนแรกว่าจะไม่เข้าเพราะคนเยอะมากๆ แต่จากที่สอบถาม(สามารถเข้ามาสวดมนต์ รับศีล รับพรในพิธีได้ แม้จะไม่ลงนอนในโลงก็ตาม) ซึ่งคุณพ่อก็ได้ลองนอนเพียงคนเดียวครับ
ก่อนจบในวันนี้ เช่นเคยครับ ผมมีประวัติของหลวงพ่อปากแดง และ “วัดพราหมณี” มาฝากทุกท่านกัน





“หลวงพ่อปากแดง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ของวัดพราหมณี ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เป็น พระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งที่ประชาชนเดินทางไปเที่ยวน้ำตกสาริกาจะต้องแวะกราบ สักการบูชา พร้อมกับบนบานด้วย กล้วยน้ำว้า ๙ หวี หมากพลู ๙ ชุด พวงมาลัย ๙ พวง กันอย่างล้นหลามตาม ความปรารถนาตัวเอง
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีประชาชนทั่วสารทิศเดินทางไปเที่ยวพักผ่อน หย่อนใจที่ น้ำตกสาริกา จ.นครนายก ทั้งรถโดยสารและรถส่วนตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้รถรา แน่นขนัดเต็มลานวัดทุกวัน




พระครูโสภณพรหมคุณ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานท่านว่า หลวงพ่อตึ๋ง เจ้าอาวาสวัดพราหมณี บอกว่า สาธุชนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจเดินทางไปกราบนมัสการบนบานหลวงพ่อปากแดง เพื่อขอให้ ตัวเองและครอบครัว ทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง รับราชการเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ขอให้ตัวเอง มียศตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ ที่มาบนบานก็ขอให้หน้าที่การงานเติบโต ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง เรื่องที่ไม่พลาด คือขอเลขเด็ด ขอให้ถูกหวยรวยทรัพย์




หลวงพ่อปากแดง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ หน้าตักกว้าง ๔๙ นิ้ว สูง ๑ เมตร สิ่งที่เด่นสะดุดตา คือที่ปากของหลวงพ่อมีสีแดงสด เหมือนมีผู้นำลิปสติกไปทาไว้ ผู้เฒ่าผู้แก่ย่านนั้นยืนยัน ว่าเห็นปากท่านแดงแบบนี้ มาตั้งแต่เกิด แม้แต่ปู่ย่าตายายของผู้เฒ่าเหล่านี้ก็บอกว่าเห็นมาตั้งแต่เกิดเหมือนกัน
ก็เป็นอันว่าหลวงพ่อมีปากสีแดงมานับร้อยปีแล้ว โดยไม่มีใครนำสีไปทาแต่อย่างใด นับเป็นความแปลก ใจแก่ผู้ที่ได้ ไปพบเห็น




มีตำนานเชื่อกันหลวงพ่อปากแดง เป็นพระพุทธรูปพี่น้องกับ หลวงพ่อพระสุก และหลวงพ่อพระไส ที่ประดิษฐานอยู่ที่ จ.หนองคาย ในปัจจุบัน ที่ได้อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ ลาว พอมาถึงประเทศไทยชาวบ้าน ได้แยกย้ายไปตาม วัดต่างๆ ส่วนหลวงพ่อปากแดง ก็มาเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาว จ.นครนายก จนทุกวันนี้




"ด้วยบารมีของหลวงพ่อปากแดง ได้ช่วยให้การพัฒนาวัด การสืบทอดพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ตลอดมา อาตมาจะปรับปรุงให้วัดนี้เป็นที่ท่องเที่ยวของผู้แสวงบุญ ผู้ที่มาถึงวัดนี้จะได้รับบุญ รับธรรมะ รับวัฒนธรรม กลับไปบ้านด้วย" หลวงพ่อตึ๋ง กล่าว




อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับกระแสศรัทธาของศาสนิกชน วัดได้เนินงานสร้าง ห้องสุขาเพื่อให้ทุกคนที่มา ได้ปลดทุกข์ ไม่ว่าจะเป็น ทุกข์กาย หรือ ทุกข์ใจ ทุกข์กายถ่ายหนัก-เบาไปเข้าห้องน้ำ




ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ หลวงพ่อตึ๋งจะไม่รับ กิจนิมนต์ที่ไหน แต่จะอยู่วัด เพื่อรอให้พรทุกคนอยู่อย่างไม่เลือกชั้นวรรณะยากดี มีจน ใครไปก่อนพบก่อน ไปทีหลังนั่งรอ นี่คือความเมตตา ของหลวงพ่อที่มีให้กับ ทุกคน




สำหรับประวัติการเรียนพุทธาคมนั้น หลวงพ่อตึ๋ง พระเกจิอาจารย์หนึ่งเดียวของ จ.นครนายก ที่เป็นศิษย์ หลวงปู่เขียน วัดพิชัยสงคราม จ.สมุทรปราการ ที่เหลือเพียง ๒ รูป คือ หลวงพ่อตึ๋ง และ หลวงพ่อช้วน หรือท่านเจ้าคุณ พระพิพัฒน์ ปริยัติวิมล เจ้าอาวาสวัดบางนาใน พระอารามหลวง รูปปัจจุบัน




ทั้งสองท่านเป็นศิษย์ร่วมสำนักของ หลวงปู่เขียน ต่างร่ำเรียนวิชากันมาอย่าง เต็มความสามารถ พระคาถาเรียกทรัพย์ ลงนะเมตตาให้ค้าขายดี และพิธีสะเดาะ เคราะห์เสริมมงคล




นอกจากนี้แล้วภายในบริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งของ"อนุสรณ์สถานกองพลทหารญี่ปุ่นที่ ๓๗" ทั้งนี้กองทัพ ญี่ปุ่นได้ตั้งฐานทัพ คือกองพลญี่ปุ่นที่ ๓๗ จึงมีทหารญี่ปุ่นล้ม ตายอยู่ในเขต จ.นครนายก หลายแห่งด้วยกัน ปรากฏว่ามีการค้นพบกระดูกของ ทหารญี่ปุ่นใกล้วัดพราหมณี ดังนั้นสมาคมทหารสหายสงครามกองพลญี่ปุ่นที่ ๓๗ จึงได้สร้างอนุสรณ์สถานไว้เพื่อ เป็นที่ ระลึกถึงทหารญี่ปุ่น เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๒ ณ วัดพราหมณี




ลักษณะทางสถาปัตยกรรม สร้างเป็นศาลาจตุรมุขประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพร ด้านหน้าพระพุทธรูปเป็นแท่น หินจารึกอักษรญี่ปุ่น ด้านซ้ายพระพุทธรูปเป็นแท่นหินอ่อน โดยมีการจารึกข้อความการ ไว้อาลัย สดุดีความกล้าหาญ และระลึกถึง ไว้ที่ฐานพระพุทธรูป




ป้ายจารึกด้านซ้ายของพระพุทธรูป และแท่นหินบูชาหน้าพระพุทธรูป ดังข้อความโดย สรุปของการ ท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย ดังนี้




"อนุสรณ์สถานกองพลทหารญี่ปุ่นที่ ๓๗ จัดสร้างโดยสมาคมทหารสหายสงคราม กองพล ทหารญี่ปุ่น ที่ ๓๗ เมื่อปี ๒๕๓๒ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงดวงวิญญาณของบรรดา ทหารซึ่งสังกัด กองพลทหารญี่ปุ่นที่ ๓๗ จำนวน ๗,๙๒๙ นาย ที่สูญเสียชีวิต ในระหว่าง สงครามมหา เอเชียบูรพา เมื่อปี ๒๔๘๒-๒๔๘๘”




สถานที่ตั้งของวัดพราหมณี ถ้าท่านเดินทางไปเที่ยวน้ำตกสาริกา ตามถนนสายนครนายก-น้ำตกสาริกา เลยตัวจังหวัดมา ๔ กิโลเมตร ขวามือจะมีป้ายใหญ่ๆ เขียนไว้ว่า "ถึงแล้ว หลวงพ่อปากแดง วัดพราหมณี" ตั้งเด่นเห็นชัดเจนอยู่ริมถนน วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ สร้าง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบัน เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ภายในบริเวณวัดร่มรื่น สวยงามจัด เป็นหมวด หมู่ เขตพุทธาวาส สังฆาวาส เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน ทั้งสถานที่บรรเทาทุกข์ก็มีผู้รักษาดูแลตลอดเวลา




ไปไม่ถูกสอบถามได้ที่ โทร.๐-๓๗๓๘-๖๑๖๖, ๐-๓๗๓๘-๖๑๖๗”




ขอขอบคุณเรื่องราวจาก คุณไตรเทพ ไกรงู




ที่มา www.komchadluek.net

Tuesday, July 01, 2008

นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม จ. สมุทรสงคราม







ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยือนจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพนัก ที่สำคัญ จังหวัดนี้ผมเดินทางผ่านทุกครั้ง เวลาเดินทางลงใต้เพื่อไปทะเล




มาคราวนี้ มีเป้าหมายที่จะไปไหว้หลวงพ่อบ้านแหลม ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เพราะคุณพ่อ อยากพาคุณแม่ไปไหว้พระ และอธิษฐานให้สิ่งดีๆเกิดขึ้น




ส่วนผม ต้องติดตามไปดูแลคุณแม่อยู่แล้ว คุณพ่อบอกว่าหลวงพ่อบ้านแหลม เป็นพระประธาน ปางอุ้มบาตร จึงเป็นเรื่องที่ดี ที่ผมจะได้ไปนมัสการ เพราะผมเกิดในวันพุธนั่นเอง




เราแวะทานข้าว ที่ร้านอาหาร “ ลูกปลา” บรรยากาศดีมากครับ เพราะรอบๆ มีการทำนาเกลือ และมีกระชังเลี้ยงปลาด้วย สูดอากาศแล้วได้ ไอทะเลเลยล่ะ(แม้ยังไม่เห็นทะเลก็ตาม)




ไม่นานนัก หอยหลอดผัดฉ่า ปลาหมึกไข่นึ่งมะนาว ก็ลงไปนอนในท้องอย่างเป็นระเบียบ(ดีมาก)
เราเสียเวลา เข้าไปในตัวเมือง จ.สมุทรสาคร เพราะเข้าใจว่า วัดอยู่ที่นี่ สอบถามพี่มอเตอร์ไซด์รับจ้าง จึงทราบว่า อยู่ที่ จ.สมุทรสงคราม ต้องกลับรถ และตรงไปอีกพอสมควร




ไม่นานนัก เราก็มาถึงวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ประตูทางเข้าสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้านี่เอง
คนเยอะมากครับ อาจเป็นเพราะเป็นวันหยุดด้วย หลังจากไหว้ด้านนอกแล้ว ผมเลือกที่จะปิดทองหลังพระ เพราะด้านหน้า คนต่อคิวยาวเหยียดเลยล่ะ




จากนั้น เข้าไปด้านในอุโบสถ ผมสวดมนต์ อธิษฐาน ขอให้คุณแม่หายป่วย ประสบความสำเร็จในการศึกษาและในหน้าที่การงาน ปราศจากโรคภัยกันทั้งครอบครัว




ด้านนอกมีพระสงฆ์คอยพรมน้ำมนต์ ให้อุบาสกและอุบาสิกา ก่อนกลับคุณพ่อ เช่าหลวงพ่อบ้านแหลม กลับมาให้ผมบูชาที่บ้านด้วย




ก่อนจากกันในวันนี้ ผมมีประวัติของหลวงพ่อบ้านแหลม มาฝากทุกท่านครับ




“วัดบ้านแหลม หรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นวัดสำคัญยิ่งของชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง




วัดเพชรสมุทรเดิมทีเรียกว่าวัดบ้านแหลม ก่อนที่จะมาชื่อวัดบ้านแหลม ชื่อวัดศรีจำปา ว่ากันว่า ผู้คนที่มาอยู่อาศัยในบริเวณนี้เดิมมาจากบ้านแหลม เมื่องเพชรบุรี อพยพโยกย้ายมาอยู่ที่นี่ จึงตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อที่เคยอยู่เก่าว่า บ้านแหลม




หลวงพ่อวัดบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปศักดิ์เสมือนหนึ่งเป็นแก้วมณี อันมีค่าคู่เมืองสมุทรสงคราม ชาวสมุทรสงครามเคารพสักการะพระพุทธรูปองค์นี้มาหลายชั่วคน หลวงพ่อบ้านแหลม จึงเป็นเสมือนเจ้าพ่อหลักเมืองหรือเทวดาประจำเมืองสมุทรสงคราม




ตามตำนานปากเปล่า คือคำบอกเล่ากันสืบๆมา ชาวบ้านแหลมนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นชาวประมง เชื่อกันว่า คราวหนึ่งเมื่องออกไปจับปลาในอ่าวแม่กลองได้พระพุทธรูปติดอวนขึ้นมา 2 องค์ บางตำนานกล่าวว่าหลวงพ่อบ้านแหลมลอยน้ำมา องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่งได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรขนาดเท่าคนจริง สูงประมาณ 167 ซ.ม. แต่บาตรนั้นสูญหายไปชาวบ้านได้อัญเชิญมาไว้วัดบ้านแหลม เรียกว่าหลวงพ่อบ้านแหลม บ้างว่าสามองค์พี่น้องคือ หลวงพ่อโสธรจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย บ้างว่ามีสี่พี่น้อง คือหลวงพ่อวัดไร่ขิงจังหวัดนครปฐมอีกองค์หนึ่ง บ้างก็ว่ามีห้าพี่น้อง คือหลวงพ่อวัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ แต่ก็สรุปได้ว่า หลวงพ่อบ้านแหลมลอยน้ำมา 5 องค์พี่น้อง พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์นี้ ล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีอภินิหารเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองนั้น ๆ และมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของประชาชน จังหวัดอื่นทั่วไปด้วย




มีนิทานเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับหลวงพ่อบ้านแหลม สมควรจะได้เล่าไว้ให้ปรากฏ พร้อมๆ กับประวัติวัดเพชรสมุทร นิทานเรื่องนี้มีความว่า




ในกาลครั้งหนึ่ง มีพี่น้องชาวเมืองห้าคนบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน มีฤทธิ์อำนาจทางจิตมาก ได้พร้อมใจกันตั้งสัจอธิษฐานว่าเกิดมาชาตินี้จะขอบำเพ็ญ บารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ แม้ตายไปแล้วก็จะขอสร้างบารมีช่วยสัตว์โลก ให้พ้นทุกข์ต่อไปกว่าจะถึงนิพพาน




ครั้นพระอริยบุคคลทั้ง 5 องค์นี้ดับขันธ์ไปแล้ว ก็เข้าสถิตอยู่ในพระพุทธรูป 5 องค์ มีความปราถนาจะช่วยทุกข์คนทางเมืองใต้ จึงพากันแสดงฤทธิ์ให้พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ นั้น ลอยน้ำมาทางใต้ ตามแม่น้ำทั้ง 5 สาย ชาวบ้านชาวเมืองตามริมฝั่งแม่น้ำ จึงพากันอาราธนาให้ขึ้นสถิตอยู่ตามวัดต่าง ๆ




พระพุทธรูปองค์แรกลอยน้ำไปตามแม่น้ำบางปะกง แล้วขึ้นสถิตอยู่ที่วัดโสธร เมืองแปดริ้ว เรียกว่า หลวงพ่อโสธร




องค์ที่สอง ลอยน้ำไปตามแม่น้ำนครชัยศรี ขึ้นสถิตอยู่ที่วัดไร่ขิง เมืองนครชัยศรี เรียกว่า หลวงพ่อวัดไรขิง




องค์ที่สาม ลอยน้ำไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วขึ้นสถิตอยู่ที่วัดบางพลี บากน้ำเจ้าพระยา เรียกว่า หลวงพ่อวัดบางพลี




องค์ที่สี่ ลอยน้ำไปตามแม่น้ำแม่กลอง ขึ้นสถิตอยู่ที่วัดบ้านแหลม เมืองแม่กลอง เรียกว่า หลวงพ่อวัดบ้านแหลม




องค์ที่ห้า ลอยน้ำเพชรบุรี แล้วขึ้นสถิตอยู่ที่วัดเขาตะเคราเมืองเพชรบุรี เรียกว่า หลวงพ่อเขาตะเครา




พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์นี้ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองนั้นๆสืบมาจนทุกวันนี้”
.
***ขอขอบคุณ ท.พ.มานะชัย ทองยัง ที่ได้เอื้อเฟื้อข้อมูลครับ ***